© 2016 by Rose@Let's go to Europe

Bath เมืองแห่งสปา

ทำความรู้จักเมืองบาธ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเมืองนี้ถึงชื่อว่า "Bath" (ที่แปลว่าอาบน้ำ) ที่เมืองนี้มีชื่อว่าบาธก็เพราะว่าในสมัยที่ชาวโรมันปกครองเกาะอังกฤษนั้น เมืองนี้มีชื่อเสียงด้านน้ำพุร้อนและสปา มีบ่ออาบน้ำรวมแบบโรมัน ก็เลยได้ชื่อตามนั้นว่าเป็นเมืองแห่งการอาบน้ำของชาวโรมันไปเลย เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารักเดินเล่นชิล ๆ ได้ครึ่งวันก็หมดทั้งเมืองแล้ว ที่นี่มีจุดท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในตัวเมือง มีร้านค้าขายของแล้วก็ของกินเยอะมาก ๆ มีที่ให้เดินเล่นริมแม่น้ำ มีโบสถ์สวย ๆ ให้เข้าชม มีอาคารเก่าแก่ในสไตล์อังกฤษให้ดูกันเพลินไปเลยค่ะ

 

วิธีการเดินทางไปเมืองบาธ

รถไฟ - จากลอนดอนเดินทางโดยรถไฟมาเมืองบาธใช้เวลาแค่ 1.30 ชั่วโมงเองค่ะ ขึ้นที่สถานี London Paddington ไปลงที่สถานี Bath Spa สามารถไปกลับได้ภายในวันเดียวเลย 

 

รถโค้ช - จากลอนดอนให้ขึ้นที่สถานี Victoria Coach Station ใช้เวลาเดินทาง 2.50 ชั่วโมง (วิธีนี้ไม่ค่อยสะดวกไม่ค่อยแนะนำค่ะ)

 

บอกไว้ก่อนว่าเวลาซื้อตั๋วรถไฟในอังกฤษควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 2 - 3 เดือน ล่วงหน้าจะได้ตั๋วราคาถูกกว่ามาซื้อเอา ณ วันที่ต้องการไปเที่ยวเลย อย่าลืมเอาตั๋วที่ปรินส์มาไปออกตั๋วจริงที่ตู้อัตโนมัติล่วงหน้าก่อนเดินทางด้วยนะคะ (ที่อังกฤษตั๋วรถไฟเป็นแบบสอดตั๋วเพื่อตรวจบัตรค่ะ)

รถไฟที่อังกฤษค่อนข้างตรงเวลา ควรไปล่วงหน้าก่อนเวลารถไฟออกอย่างน้อย 15 นาที ถ้าเป็นสถานีใหญ่ๆ หรือสถานีต้นทางรถไฟจะออกก่อนเวลาที่กำหนด 40 วินาทีด้วยค่ะ อย่าคิดว่าบอกว่าเวลา 10.00 จะไปตอน 10.00 พอดีเป๊ะเด็ดขาด ประตูปิดต่อหน้าต่อตาก็มีมาแล้วนะคะ

 

สิ่งที่น่าสนใจ

วิหาร Bath Abbey

สวน Parade Garden

พอเดินออกมาจากสถานีรถไฟไปตามถนน Manvers Street ก็ถึงสวนน่ารัก ๆ ที่ชื่อว่า "Parade Street" ที่มีการตกแต่งด้วยดอกไม้สีสวย ๆ ยามเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่สวนแห่งนี้ไม่ได้เปิดให้เข้าชมฟรี ๆ นะคะ เสียค่าเข้า 1.5 ปอนด์ สำหรับผู้ใหญ่ ถ้าใครยังเป็นนักเรียนก็ได้ส่วนลดเหลือ 80 เพนนีค่ะ ถ้าไม่มีรีบร้อนอะไรก็อยากแนะนำให้ลงไปเดินเล่นนั่งเล่น ชมวิวริมแม่น้ำกันดู ในวันที่มีแดดออกนี่จะได้เห็นฝรั่งมานอนเล่นกันเต็มสวนเลย แต่ถ้าไม่อยากลงมาเดินในสวนก็สามารถเดินเลียบกำแพง ถ่ายรูป พร้อมชมบรรยากาศจากทางเดินข้างสวนได้เช่นกันค่ะ 

 

เชื่อหรือเปล่าคะว่าวิหารแห่งเมืองบาธนี่มีสามเวอร์ชั่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 757!

แรกเริ่มก็ก่อตั้งมาโดยชาวแองโกล-แซกซอน ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวอังกฤษค่ะ ต่อมาเมื่อชาวนอร์แมนจากฝรั่งเศสเข้ามายึดครองอังกฤษ ก็รื้อถอนโบสถ์นี้แล้วสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเก่า โดยเริ่มสร้างราว ๆ ปี ค.ศ.1090 จากนั้นก็โดยปล่อยให้ร้างเสื่อมโทรมหลังพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 มีคำสั่งให้ปฏิรูปศาสนาในอังกฤษอยู่ 70 ปี จึงค่อยมีการบูรณะซ่อมแซมกันจนวิหารแห่งเมืองบาธนี้งดงามอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

นอกจากนี้ที่ Bath Abbey เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกให้กับ King Edgar ซึ่งถือว่าเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษพระองค์แรกในปี ค.ศ. 973 อีกด้วยนะคะ เป็นวิหารที่มีความเป็นมายาวนานจริงๆ

 

ข้างในของวิหารแห่งเมืองบาธคือ "อลังการ" ค่ะ

แม้ว่าตัวโบสถ์ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ว่าตกแต่งได้วิจิตรบรรจงสุด ๆ แค่ก้าวขาเข้าไปเจอตรงห้องโถงตรงกลาง (Nave) ก็ตะลึงแล้วค่ะ เพดานทำเป็นลายโค้งแบบพัด แถมกระจกสีทุกฝั่งก็แข่งกันสะท้อนแสงอีก ขอบอกเลยว่าคุ้มค่ากับราคา 2.5 ปอนด์ ที่เป็นค่าเข้าชมสถานที่สุดจริง ๆ ค่ะ 

โรงอาบน้ำ Roman Bath

สุดยอดไฮไลท์ของเมืองบาธก็คือ โรงอาบน้ำเก่าแก่ของชาวโรมันแห่งนี้ ปัจจุบันนี้ที่นี่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความสวยงามของโรงอาบน้ำสาธารณะแบบที่ชาวโรมันใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งในสมัยก่อนนอกจากผู้คนจะมาอาบน้ำที่นี่กันแล้ว ยังเป็นที่ใช้พบปะพูดคุย เจรจาธุรกิจ และพักผ่อนไปในเวลาเดียวกันด้วยค่ะ

อาคารส่วนด้านบนที่เราเห็นๆ กันนี้สร้างขึ้นในช่วงยุควิคตอเรียเองค่ะ ทั้งนี้เนื่องจากโรงอาบน้ำของชาวโรมันจริง ๆ นั้นผุพังลงมานานแล้ว เค้าก็เลยบูรณะโดยการสร้างทับโรงอาบน้ำเดิม ดังนั้นสถาปัตยกรรมก็เลยไม่ใช่โรมันแท้ ๆ แต่ว่าเป็นแบบวิคตอเรียอังกฤษแทน เวลาเข้าไปดูด้านในจะเห็นพวกซากเก่า ๆ ที่ยังเหลืออยู่ รวมทั้งห้องอาบน้ำที่แยกกันเป็นสัดส่วนด้วยค่ะ

ข้างในแบ่งเป็นสี่เขตคือ บ่อน้ำพุ (Sacred Spring), วิหารโรมัน (Roman Temple), ห้องอาบน้ำของชาวโรมัน (Roman Bath House) และพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมสิ่งของต่าง ๆ ที่ขุดพบในบริเวณนี้ ส่วนไฮไลท์คือบ่ออาบน้ำรวมขนาดใหญ่ของโรมันบาธค่ะ บ่อน้ำแร่ธรรมชาติแห่งนี้สร้างโดยชาวโรมัน (เฉพาะชั้นล่างที่มีบ่อน้ำนะคะ ข้างบนคือคนอังกฤษสร้างทับอีกที) แล้วไม่ได้มีแค่บ่อกว้าง ๆ บ่อเดียวนะคะ ข้างในเค้ายังแบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยอีกเยอะ มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า มีห้องน้ำร้อน ห้องน้ำอุ่น ห้องน้ำเย็น สระว่ายน้ำ ห้องซาวน่าก็ยังมีเลยค่ะ เรียกได้ว่าโรงอาบน้ำนี้เป็นสุดยอดของเทคโนโลยี (ในสมัยนั้น) ของชาวโรมัน ใครอยากไปพบเจอกันก็นัดกันไปที่โรงอาบน้ำ แช่น้ำอุ่น ๆ จิบไวน์ คาดว่าคงเป็น Slow life แบบโรมัน ๆ แน่ค่ะ 

ถนนช้อปปิ้งของเมืองบาธ

ถัดจากโรมันบาธออกมานิดนึงจะเป็นถนนสายช็อปปิ้งของเมืองบาธค่ะ จากถนน Stall Street ยาวไปถึงถนน Union Street มีร้านค้าขายของเยอะมาก มีทั้งแบบร้านแบรนด์ ร้านค้าปลีก ร้านค้าย่อย เป็นถนนที่มีชีวิตชีวามากที่สุดในเมืองเลยค่ะ

บางวันตามริมถนนก็จะได้เห็นนักแสดงเปิดหมวก มาเล่นดนตรี มาแสดงมายากล บางคนก็ร้องเพลง ใครถูกอกถูกใจก็แสดงน้ำใจโดยการบริจาคเงินให้ เพื่อเป็นการสนับสนุนศิลปินกัน

นอกจากนี้สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์มาก ๆ ของถนนนี้คือ "คนถือป้าย" ค่ะ เนื่องจากในเมืองห้ามปิดป้ายประกาศ เค้าเลยต้องจ้างคนมาถือป้ายโฆษณาร้านอาหาร ร้านไอศกรีม สนใจร้านไหนก็เดินตามลูกศรของป้ายกันไปได้เลย >__<

ขอกระซิบบอกนิดนึงว่าช่วงเทศกาลคริสต์มาสราว ๆ ปลายเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม ถนนเส้นนี้จะมีตลาดคริสต์มาส ขายของน่ารัก ๆ และของกินเต็มไปหมด มาเที่ยวแล้วได้บรรยากาศส่งท้ายปีเลยค่ะ

ขนมฟัดจ์ Fudge สุดหวาน

ขนมอย่างหนึ่งที่หาชิมได้ในบาธก็คือขนมฟัดจ์ เป็นขนมที่หวานสุดๆ เพราะทำมาจากน้ำตาลเคี่ยวกับนมข้นหวาน ใครชอบของหวาน ๆ รับรองว่าติดใจแน่นอนค่ะ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะชอบของหวานแบบนี้หรือเปล่า ก็ขอชิมจากพนักงานได้นะคะ ไม่ถูกปากไม่ถูกใจก็ไม่ต้องซื้อก็ได้ เพราะหนึ่งชิ้นคือได้รับความหวานแบบไม่ต้องการน้ำตาลไปอีกหลายวันเลย

ส่วนคนที่ไม่รู้ว่าจะซื้อรสชาติแบบไหนดี ถ้าไม่ชอบหวานมากก็ควรเลือกรสที่ออกเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ เช่น รสส้ม รสสตอร์เบอร์นี่ รสมะนาวหรือเลมอนไปจะดีกว่า ส่วนคนที่ชอบความหวานก็จัดไปเลยรสคาราเมล รสเมเปิล หรือรสช็อคโกแลต
โดยส่วนตัวชิมขนมฟัดจ์แล้วกลัวน้ำตาลไปเลยค่ะ มันหวานนนนแบบสุดกู่ หวานขนหัวลุก แต่พอเห็นฝรั่งหยิบขนมชิ้นใหญ่ ๆ ใส่ปากแล้วเคี้ยวแบบอร่อยมากก็อดตกใจไม่ได้จริง ๆ คนอังกฤษเค้าชอบกินของที่หวานมาก ๆ กันจริง ๆ ค่ะ

อาคาร Royal Crescent

อาคาร Royal Crescent นี้เป็นรูปครึ่งวงกลมค่ะ นี่เป็นหนึ่งในสุดยอดสถาปัตยกรรมของเมืองบาธเลยค่ะ ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังนามว่า John Wood ในสไตล์จอร์เจี้ยนแบบอังกริ๊ด อังกฤษ ตัวอาคารครึ่งวงกลมนี้มีทั้งบ้านพักอาศัย แฟลต โรงแรม และพิพิธภัณฑ์ ถ้าอยากจะชมประวัติก็เข้าชมได้ที่บ้านหมายเลข 1 จะมีเจ้าหน้าที่พาชมทั่วบ้านเลย แต่ใครจะพักที่นี่คือต้องมีรายได้สูงเลยค่ะ  

ก่อนจะเดินมาถึง Royal Crescent จะผ่านวงเวียนที่ชื่อว่า The Circus ตรงนี้ก็แปลกตาค่ะเพราะว่าเค้าสร้างอาคารล้อมวงเวียนที่ตรงกลางมีต้นไม้ใหญ่ๆ เอาไว้ ไปยืนตรงกลางแล้วจะเห็นอาคารโอบล้อมเราเลย ดีไซน์ได้ทันสมัยดี 

สวน Royal Victoria Park

ที่นี่คือสวนสาธารณะข้าง ๆ Royal Crescent ค่ะ เดินตัดลงมาก็ถึงแล้ว ช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อน สวนสาธารณะจะงามมาก เพราะมีการตกแต่งด้วยดอกไม้สีสวยๆ หน้าตาแปลก ๆ เดินเล่นชมนกชมไม้ได้อย่างมีความสุขกัน (เข้าไปเดินเล่นได้ฟรีค่ะ)
 

สะพาน Pulteney Bridge

สะพานนี้อยู่ในภาพโปสการ์ดของร้านขายของที่ระลึกแทบทุกร้านในบาธเลยตัวสะพานเก่านั้นสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 18 แต่ก็ถูกน้ำท่วมทำให้พังเสียหาย จนต้องสร้างใหม่ แต่เนื่องจากดีไซน์เก่านั้นงดงามอยู่แล้วตอนสร้างสะพานใหม่ก็เลยสร้างให้มันคล้ายๆ แบบเดิมคงเอกลักษณ์สะพานข้ามแม่น้ำเอวอนในเมืองบาธเอาไว้ บนสะพานเป็นร้านค้า ร้านคาเฟ่ ร้านขายดอกไม้ ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งทุกร้านก็มีความน่ารักเฉพาะตัว เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้สนุกไปเลยค่ะ  

วิวสุดสวยริมริมแม่น้ำ Avon

นี่คือวิวเมืองบาธหลังจากข้ามสะพาน Pulteney Bridge มาอีกฝั่งนึงค่ะ (พอข้ามสะพานแล้วทางด้านขวามือจะมีบันไดเล็ก ๆ ให้เดินลงไปชมวิวเลียบแม่น้ำเอวอนด้วย ด้านล่างมีร้านอาหารและร้านคาเฟ่ให้นั่งพักเหนื่อยหรือพกแซนวิชไปนั่งกินที่ริมแม่น้ำเค้าก็มีเก้าอี้ให้นั่งพักขาเยอะเลยค่ะ)

วันที่ฟ้าใส ๆ แดดดี ๆ นี่เดินเล่นเลียบแม่น้ำเอวอนเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันดีจริง ๆ นะคะ เพราะปกติวันที่ฟ้าใสแบบนี้หาได้ยากมากในอังกฤษ พอแดดออกปุ๊บทั้งฝรั่งทั้งเอเชียที่ติดเกาะอยู่อังกฤษก็จะพร้อมใจกันออกมาเดินเล่นนอกบ้านอย่างกับนัดกันไว้เลยทีเดียว 

แม่น้ำ Avon นั้นเป็นแม่น้ำสายสำคัญของอังกฤษทางฝั่งตะวันตก แถวๆ นี้มีเรือรับจ้างพาไปชมวิวสวย ๆ ล่องแม่น้ำลอดใต้สะพานกันด้วย ส่วนคนไม่ชอบล่องเรือก็เดินเล่นริมแม่น้ำชมวิวเมืองบาธกันไปแทน ได้บรรยากาศดีทั้งคู่ค่ะ

ข้อควรรู้ก่อนไป Bath

เมืองบาธเป็นเมืองขนาดเล็กมาก เดินเที่ยวแค่ครึ่งวันก็หมดทั้งเมืองแล้วค่ะ ไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วรถบัสแต่อย่างใดด้วย

เมืองนี้ท่าจะให้ดีต้องไม่มีแผนที่ค่ะ เดินเข้าถนนโน้นออกถนนนี้ ซิกแซกไปตามใจอยากจะดีที่สุดเลย เน้นความชิวไว้ก่อนนะคะ

ถ้าอยากเข้าพิพิธภัณฑ์ Roman Bath พอมาถึงเมืองบาธแล้วให้ตรงไปต่อแถวเลย ที่นี่แถวยาวล้นออกมานอกพิพิธภัณฑ์เป็นประจำ 

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยวเมืองบาธ คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนค่ะ บรรยากาศในเมืองดีสุด ๆ โดยเฉพาะสวนสาธารณะจะมีดอกไม้เมืองหนาวให้ชมกันเยอะเลย

วันอาทิตย์ตอนเช้า ๆ จะเงียบเหงานิดนึงเพราะร้านค้ายังไม่ค่อยเปิดทำการกัน ต้องรอบ่าย ๆ ถึงจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ส่วนจันทร์ - เสาร์ นี่ไม่ต้องกลัวเงียบเลยค่ะ คนเยอะตลอดเวลา

อ่านบทความน่าสนใจต่อได้เลยค่ะ