© 2016 by Rose@Let's go to Europe

กรุงวาติกัน (Vatican City) 

ทำความรู้จักกรุงวาติกัน

กรุงวาติกัน (Vatican City) มีพระสันตะปาปาทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐและควบตำแหน่งเป็นผู้นำทางศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคอีกด้วย ถ้านับตามขนาด ที่นี่ก็ถือว่าเป็นรัฐอิสระที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ในแต่ละปีนอกจากจะมีนักแสวงบุญที่เดินทางมาสักการะที่กรุงวาติกันแล้ว ยังมีเหล่านักท่องเที่ยวที่พากันมาชมมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์และพิพิธภัณฑ์วาติกันที่เก็บรวบรวมงานศิลปะชั้นเลิศเอาไว้ ทำให้กรุงวาติกันกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่หลายๆ คนฝันจะได้มาเห็นเลยทีเดียว 

วิธีการเดินทางไปกรุงวาติกัน

รถไฟใต้ดิน - ใช้รถไฟใต้ดินของกรุงโรมสาย A ไปลงสถานี Ottaviano แล้วค่อยเดินต่อมายังกรุงวาติกันอีกที (ไม่ไกลมากมีคนเดินเยอะเลยค่ะ)

 

รถบัส - จากสถานีรถไฟ Roma Termini มีสองสายคือ สาย 40, 64 โดยสาย 40 จะไปสุดทางใกล้กับปราสาท Castel Sant’Angelo ส่วนสาย 64 จะจอดที่ทางทิศใต้ของจตุรัสเซ็นต์ปีเตอร์

เดินเท้า : จากกรุงโรมสามารถเดินมาที่กรุงวาติกันโดยใช้ถนน Via della Conciliazione ระยะทาง 500 เมตร เท่านั้น (ข้ามแม่น้ำไทเบอร์ก่อนนะคะ)

 

กรุงวาติกันมีขนาดเล็กมากจึงไม่มีการขนส่งสาธารณะเป็นของตัวเอง แต่สามารถเดินทางมาจากกรุงโรมได้ง่าย ถึงแม้จะถือว่ากรุงวาติกันกับกรุงโรมถือว่าเป็นคนละประเทศกัน แต่ก็ไม่มีการตรวจพาสปอร์ตตรงเส้นแบ่งเขตแดนทำให้เดินข้ามจากกรุงโรมไปยังกรุงวาติกันได้อย่างเสรี โดยมีเส้นแบ่งเขตอยู่ที่เสาหินหน้าจตุรัสของมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์

 

สิ่งที่น่าสนใจในมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์

ความสำคัญ

ศูนย์รวมจิตใจของผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคก็คือมหาวิหารอันงดงามแห่งนี้ โดยเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในบริเวณสุสานของนักบุญปีเตอร์ ซึ่งเป็นผู้นำในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ต่อมาศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาหลักของอาณาจักรโรมัน จึงมีการสร้างวิหารใหญ่โตขึ้นที่นี่ ซึ่งโครงสร้างทั้งภายนอกและภายในถูกออกแบบมาอย่างดีจากศิลปินเอกของอิตาลีหลายยุคสมัย

 

จตุรัส Piazza San Pietro

ลานหน้ามหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ถูกออกแบบมาให้เป็นรูปวงกลม โดยมีปีกสองด้านสร้างด้วยเสาคอลัมน์เป็นรูปโค้งเพื่อให้ดูอบอุ่นและเป็นการต้อนรับนักแสวงบุญที่มาสักการะตัวมหาวิหารแห่งนี้ ผู้ที่ออกแบบจตุรัสที่สวยงามแห่งนี้ก็คือศิลปินชื่อดังจากยุคบาโรคนามว่าแบร์นีนี่ (Bernini) ค่ะ ออกแบบมาอลังมาก

 

เสาโอเบลิสก์

ตรงกลางของจตุรัสแห่งนี้มีเสาโอเบลิสก์สูง 25 เมตร ตั้งอยู่ด้วย คาดกันว่าเสาจากอียิปต์แท่งนี้มีอายุกว่า 3,000 ปี เลยทีเดียว

 

เสา colonnade

อาคารทรงโค้งทั้งสองด้านของจตุรัสนี้ สร้างจากการวางเสาคอลัมน์เรียงๆ กันเรียกว่า เสา Colonnade ตัวฐานวางเป็นสี่แถว ประกอบด้วยเสาคอลัมน์จำนวน 284 ต้น และเสาทรงสี่เหลี่ยมอีก 88 ต้น (ถ้าไปยืนตรงจุดกึ่งกลางระหว่างน้ำพุกับเสาโอเบลิสก์ จะเห็นว่าเสาเรียงตรงกันเป๊ะเลยด้วยค่ะ)

หน้าโบสถ์ (Facade)

สิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่งของมหาวิหารแห่งนี้ก็คือตัวหน้าโบสถ์อันหรูหราโอ่อ่านี่เอง ด้านบนสุดของอาคารกับเสา Colonnade มีการประดับประดาไปด้วยรูปนักบุญ ตรงหน้าทางขึ้นมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของเซ็นต์ปีเตอร์และเซ็นต์ปอลตั้งอยู่อย่างงดงาม 

 

St. Peter สัญลักษณ์ประจำตัวคือลูกกุญแจ

St. Paul สัญลักษณ์ประจำตัวคือดาบ

การตกแต่งภายในมหาวิหาร

ใครทึ่งในความสวยของมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ตรงด้านหน้า รับรองว่าต้องอ้าปากค้างกับความหรูหราอลังการของการตกแต่งภายในโบสถ์อย่างแน่นอนค่ะ ทุกตารางนิ้วของมหาวิหารแห่งนี้ได้รับการประดับประดาไปด้วยศิลปินชั้นยอด ตั้งแต่เพดาน ผนัง ไล่ลงมาจนถึงพื้นหินอ่อนกันเลย ไม่ว่าจะมองตรงไหนๆ ก็ระยิบระยับไปหมด

 

รูปแกะสลัก Pieta

ผลงานการแกะสลักหินอ่อนของไมเคิลแองเจโลที่มีความงดงามสมจริง แต่ว่าโชคร้ายที่มีคนเสียสติเข้ามาทำลายรูปปั้น จนทางการต้องสร้างกระจกกันกระสุนเอาไว้ด้านหน้าเลยค่ะ ไมเคิลแองเจโลชอบผลงานนี้มากถึงขนาดเซ็นต์ชื่อกำกับไว้เลยด้วยนะคะ (สังเกตได้ตรงสายคาดตรงหน้าอกพระแม่มารี)

 

แท่นบูชา Baldacchino

ณ หน้าแท่นบูชามีกระโจมปะรำพิธีที่ออกแบบโดยแบร์นีนี่สุดยอดสถาปนิกแห่งยุคบาโรค ซึ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งมหาวิหารไปเลยค่ะ ว่ากันว่าพระสันตะปาปา Urban VIII ได้อนุญาตให้แบร์นีนี่ไปหลอมเอาทองบรอนซ์จากวิหารแพนธีออนออกมาใช้ในการสร้าง Baldacchino ด้วยนะคะ

ด้านในโดม

คำว่ายอดโดมในภาษาอิตาลี คือ Cupola ขอบอกว่าภายใต้ยอดโดมของมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์นี้สวยงามมาก ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับสถาปนิกผู้ออกแบบคือ ไมเคิลแองเจโล ที่ออกแบบโดมขนาดมหึมาขนาดนี้ออกมาได้อย่างงดงาม

จะเห็นได้ว่ามีหน้าต่างรอบฐานโดม ทำให้ตัวโดมดูสูงโปร่งและเป็นการอุปมาอุปมัยว่ายอดโดมแห่งนี้ลอยอยู่ตรงกลางระหว่างโลกมนุษย์และสวงสวรรค์อีกด้วยค่ะ 

ปีนยอดโดม

สำหรับคนที่อยากไปปีนยอดโดมชมวิวสวยๆ ของกรุงวาติกันก็สามารถทำได้นะคะ ทางขึ้นอยู่ด้านนอกของมหาวิหารมีให้เลือกสองแบบ

        ขึ้นลิฟท์และบันได 320 ขั้น - ราคา 8 ยูโร

   

        ปีนขึ้นบันไดอย่างเดียว 551 ขั้น - ราคา 6 ยูโร

 

อันนี้แล้วแต่กำลังขาแต่ละคนเลยค่ะ พอถึงชั้นแรกจะเปิดให้เข้าไปดูวิวสวยๆ ภายในมหาวิหารตรงใต้โดมด้วย จากนั้นจะเป็นส่วนของหลังคาโบสถ์และยอดโดมที่ต้องปีนบันไดขึ้นไปตามความสูงและความโค้งของยอดโดม (เวลาเดินจะรู้สึกว่าเอียงเลยค่ะ) 

สิ่งที่น่าสนใจในพิพิธภัณฑ์วาติกัน

พิพิธภัณฑ์แห่งกรุง Vatican 

ที่นี่เป็นที่เก็บของสะสมของพระสันตะปาปามาตั้งแต่ยุคโบราณ มีของมีค่าทั้งจากอียิปต์ กรีก โรมัน ตลอดจนภาพวาดสำคัญๆ ในยุคเรอเนสซองซ์ ฝีมือจิตรกรเอกหลายคน เช่น ราฟาเอลและไมเคิลแองเจโล (ถ้ามาจากมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ก็แค่เดินตามกำแพงเมืองมาเรื่อยๆ ถ้ามาจากรถไฟใต้ดิน Ottaviona ให้เดินมาจากถนนแป๊บเดียวก็ถึงทั้งสองแบบค่ะ) 

ที่หน้าพิพิธภัณฑ์จะมีแถวยาวตลอด ถ้าไม่อยากมายืนต่อแถว ก็ควรซื้อบัตรเข้าชมออนไลน์ล่วงหน้ามาเลย สาเหตุที่คิวยาวก็เพราะว่าเค้าต้องสแกนกระเป๋าและตรวจร่างกายเพื่อความปลอดภัยก็เลยทำให้ช้า พอหลุดตรงนั้นไปแล้วก็ถึงจุดจำหน่ายตั๋วไม่ต้องรอนานเลยค่ะ หลังจากขึ้นบันไดเลื่อนมาแล้วก็จะถึงส่วนที่เรียกว่า Atrium of the Four Gates เป็นจุดศูนย์กลางและจุดตั้งต้นของพิพิธภัณฑ์ค่ะ

ตรงกลางพิพิธภัณฑ์เปิดเป็นสนามหญ้าโล่งๆ ชื่อว่า Cortile della Pigna (สาเหตุที่ได้ชื่อว่า Pigna ที่แปลว่าลูกสนก็เพราะว่าที่หน้าสนามมีรูปทองบรอนซ์เป็นรูปลูกสนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ค่ะ) ตรงบริเวณนี้มีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับห้องต่างๆ อยู่ด้วย

สวน Cortile della Pigna 

พิพิธภัณฑ์ Pio-Clementine Museum

เป็นส่วนที่ใช้เก็บรักษางานศิลปะชั้นเลิศที่เก็บสะสมโดยพระสันตะปาปาเป็นชุดแรกๆ ตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ โดยแบ่งออกเป็นหลายส่วนย่อย ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในส่วนนี้คือ Laocoon ซึ่งเป็นงานประติมากรรมขุดพบที่เนินเขา Esquiline Hill และได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินในยุคต่อมาโดยเฉพาะไมเคิลแองเจโล

การตกแต่งทางเดิน

ตลอดความยาวของระเบียงทางเดินนั้นตกแต่งอย่างอลังการ มีการแบ่งเป็นหลายส่วนประดับด้วยผ้าปัก แผนที่ ภาพวาดต่างๆ ยิ่งเห็นยิ่งตะลึงในความงดงามของงานศิลปะตะวันตก

ห้องของราฟาเอล

หนึ่งในไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์วาติกันก็คือห้องชุด 4 ห้อง ที่ตกแต่งด้วยฝีมือการลงสีของราฟาเอลและลูกศิษย์ โดยภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ The School of Athens ซึ่งเป็นภาพแสดงเหล่านักปราชญ์ชาวกรีกเอาไว้ด้วยกัน ว่ากันว่าราฟาเอลได้ใช้เลโอนาร์โด ดาวินชี เป็นแบบให้กับเพลโตด้วย

โบสถ์น้อยซีสทีน

ห้องนี้เป็นห้องเดียวที่ห้ามถ่ายรูป (เลยไม่มีรูปให้ดูค่ะ) มีสุดยอดผลงานศิลปะฝีมือของ "ไมเคิลแองเจโล" กับภาพชุดจากคัมภีร์ไบเบิ้ลที่โด่งดัง เค้าขนศิลปินดังๆ มาตกแต่งห้องนี้รับรองว่าเข้าไปแล้วได้แต่ตะลึงในความงามอย่างแน่นอนค่ะ

บันไดวนทางออก

ทางออกจากพิพิธภัณฑ์คือ บันไดวนตรงนี้ค่ะ (มีร้านขายของที่ระลึกและไปรษณีย์ก่อนถึงทางลงด้วย) บันไดวนออกแบบโดย Giuseppe Momo เมื่อปี ค.ศ. 1932 มีลักษณะเป็นเกลียวสองชั้น ทำให้คนเดินลงและเดินขึ้นไม่เดินชนกัน โดยทางออกแรกนำลงไปยังชั้นล่าง ส่วนทางออกที่สองเป็นการนำคนจากชั้นล่างขึ้นมาชั้นบน (แต่เราโดนบังคับให้เดินลงอย่างเดียว) ยังไงลองสังเกตกันดูนะคะว่าบันไดเกลียวมีสองชั้นแล้วจะเดินไม่ชนกันจริงหรือเปล่า สุดยอดของการออกแบบบันไดจริงๆ เลยค่ะ

ข้อควรรู้ก่อนไปกรุงวาติกัน

ควรแต่งตัวให้สุภาพทั้งการไปเข้าชมมหาวิหารและที่พิพิธภัณฑ์เพราะถึงว่าเป็นเขตของศาสนา (มีการตรวจการแต่งกายก่อนเข้ามหาวิหาร)

วันอาทิตย์แรกของทุกเดือน สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ฟรีโดยไม่ต้องเสียเงินช่วง 9.00 - 12.30 น. แต่ว่าแถวจะยาวมากกว่าปกติ

ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเส้นทางเดินเป็น 2 แบบ คือแบบทางลัดไปชมโบสถ์น้อยซีสทีนเลย กับแบบเดินยาวๆ ชมโน่นชมนี่รายทาง แนะนำให้เลือกแบบยาวๆ จะคุ้มค่าตั๋วมากกว่า

ทหารสวิสใส่ชุดสีสันสดใสยืนเฝ้าทางเข้าออกเป็นทหารรักษาการณ์ของกรุงวาติกัน คัดมาจากชายชาวสวิสสูง 175 ซม. และต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยนะคะ

สามารถถ่ายรูปที่ภายในมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์และที่พิพิธภัณฑ์ได้ (ยกเว้นที่ส่วนโบสถ์น้อยซีนทีนที่จะมีเจ้าหน้าที่ยืนห้ามอยู่) 

ถ้าอยากปีนโดมชมวิว แนะนำให้ขึ้นลิฟท์เพราะหนทางยังยาวไกลกว่าจะถึงยอดโดม เก็บแรงไว้ดีกว่าค่ะ (ไม่เหมาะกับคนกลัวที่แคบนะคะ)

อ่านบทความน่าสนใจต่อได้เลยค่ะ