© 2016 by Rose@Let's go to Europe

จัดการกับเวลา

หลังจากเลือกสถานที่ที่ต้องการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการ "กำหนดเวลา" พอสิ้นสุดขั้นตอนนี้แล้วสิ่งที่เราจะได้คือ "ช่วงเวลา" ที่จะออกเดินทางไปยังประเทศในฝันค่ะ

เคยหรือเปล่าคะ เวลาทำงานอะไรซักอย่าง ถ้ามันไม่มีวันกำหนดส่งเราก็จะชะล่าใจ ทำไปช้าๆ เอื่อยๆ ไม่กระตือรือร้นที่จะทำให้มันเสร็จๆ ไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มันมี "เดดไลน์" หรือวันชี้ขาดวันชี้ชะตาว่าต้องส่ง ณ วันนี้ เวลานี้ มันจะทำให้เราเกิดอาการไฟลนก้นแล้วปั่นงานชิ้นนั้นจนเสร็จตามเวลาเป๊ะๆ เลย

การท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกันค่ะ ถ้าเราผลัดไปเรื่อยๆ ไว้ทำวันอื่นๆ ไว้อยากไปแล้วค่อยมาวางแผนเที่ยว สุดท้ายโครงการนั้นมันก็จะถูกพับเก็บไว้ในความทรงจำ แทนที่จะได้ออกมาเป็นรูปแบบที่ปฏิบัติได้จริง 

ดังนั้น...มาเลยค่ะ เรามาเริ่ม "จัดการกับเวลา" ที่เรามีอยู่ 24 ชั่วโมง ต่อหนึ่งวัน, 7 วันต่อสัปดาห์, 4 สัปดาห์ต่อหนึ่งเดือน และ 12 เดือนต่อหนึ่งปี แล้วจะพบว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเลือกเวลาไปเที่ยวได้โดยไม่กระทบกับชีวิตประจำวัน (อันน่าเบื่อหน่าย) เลย

ขั้นตอนที่ 1 : เวลาว่างและวันหยุด

ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร ที่ทำงานทุกแห่งต้องให้วันหยุดกับเราทุกปี จะมากจะน้อยแตกต่างกันไป ตามวาสนา ลองไปเปิดปฏิทินของบริษัทหรือหน่วยงานที่สังกัดดูวันหยุดของปีหน้ากันดูนะคะ ว่ามีช่วงไหนที่เราสามารถลางานเพิ่มอีกซัก 3 - 4 วัน แล้วเอาเวลานั้นไปท่องโลกได้บ้าง? มาลองดูกันว่าช่วงไหนที่จะหยุดยาวๆ กันได้

        เมษายน - สุดยอดวันหยุดของชาวไทยคือเดือนเมษายน เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ที่เป็นวันจักรียาวมาถึง 13 - 15 เมษายน ที่เป็นช่วงสงกรานต์ ตรงนี้ถ้าลาเพิ่มหัวท้ายก็จะได้เวลาเที่ยวเกือบๆ สองอาทิตย์เลย

        พฤษภาคม - ถ้าเพื่อนร่วมงานชิงตัดหน้าจองวันลากันไปก่อนในช่วงสงกรานต์ เดือนพ.ค. ก็ยังมีวันลาดีๆ รออยู่ โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนที่จะมีวันแรงงาน 1 พฤษภาคม, วันฉัตรมงคล 5 พฤษภาคม นอกจากนี้ยังมีวันวิสาขบูชากับวันพืชมงคลเข้าร่วมในช่วงต้นเดือนอีกด้วย 

        กรกฏาคม - ช่วงวันอาสาฬบูชากับเข้าพรรษา จะมักตรงกับกลางเดือน

        ธันวาคม - ช่วงต้นเดือนธันวาคมมีวันหยุดทั้งวันพ่อ 5 ธันวาคม, วันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม สามารถลางานเพิ่มแล้วไปเที่ยวยุโรปช่วงที่มีตลาดคริสมาสต์ เผลอๆ จะได้สัมผัสหิมะหน้าหนาวกันอีกต่างหาก

เห็นหรือยังคะ? หนึ่งปีมีวันหยุดมากมาย แค่สี่เดือนที่ยกตัวอย่างมาก็ทำให้เราลางานไปเที่ยวเปิดหูเปิดตากันได้แล้ว เลือกแล้วจดลงกระดาษเลยค่ะ (ถ้ามีหลายวันที่ลาได้ก็จดแยกออกมาให้เอาไว้เป็นทางเลือกตอนซื้อตั๋วเครื่องบินในวันที่มีโปรโมชั่นได้ด้วย)

ขั้นตอนที่ 2 : ฤดูกาลและสภาพอากาศ

สำหรับผู้ที่มีทางเลือกหยุดงานได้หลายช่วงแต่อยากจะเลือกไปในช่วงที่อากาศดีๆ เราต้องคำนึงถึง "ฤดูกาล (Season)" ซึ่งคนไทยอย่างเราๆ ที่มีแค่ฤดูร้อนกับฤดูร้อนมาก อาจจะไม่เข้าใจว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละฤดู เรามาลองดูกันค่ะว่าไปช่วงเดือนไหนจะได้เจอสภาพอากาศอย่างไรกันบ้าง (ส่วนคนที่ทางเลือกน้อยให้ยึดติดกับข้อแรกคือวันหยุดที่จะลาได้เอาไว้)

ฤดูใบไม้ผลิ (Spring)

ดอกไม้สวยที่สุดในช่วงนี้เลยค่ะ ตั้งแต่เดือนมี.ค. - พ.ค. เป็นช่วงที่อากาศดี ไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป แถมดอกไม้เมืองหนาวบานสะพรั่ง พระอาทิตย์ตกดินช้าทำให้มีเวลาเดินเที่ยวได้นาน แต่ก็เป็นช่วงที่อากาศแปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ฝนตกประปราย แต่ส่วนใหญ่อากาศดี ถ่ายรูปกับดอกไม้สวยเลย

ฤดูร้อน (Summer)

อากาศดีที่สุดต้องยกให้ช่วงนี้ค่ะ ตั้งแต่เดือนมิ.ย. - ส.ค. เป็นช่วงไฮซีซั่นของฝั่งยุโรป ผู้คนลางานมาพักร้อนกัน อากาศดี อุณหภูมิราวๆ 25 - 30 องศา ช่วงเวลากลางวันยาวกว่ากลางคืน ทำให้เดินเที่ยวได้นาน ที่สำคัญคือมีผลไม้เมืองหนาวให้ลองชิมกันเยอะมาก ข้อเสียคือเป็นช่วงที่โรงแรมจะแพง

ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn)

ฤดูนี้มีดีที่สีสัน เพราะต้นไม้จะผลัดใบ เปลี่ยนสีอย่างงดงามสร้างบรรยากาศแบบโรแมนติกให้ผู้มาเยือนได้เห็น แต่อากาศเริ่มกลับมาหนาวอีกครั้ง มีฝนตกบ่อย ช่วงนี้อยู่ในเดือน ก.ย. - พ.ย. นับว่าเป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ดวงอาทิตย์ตกก่อนหกโมงเย็นมีข้อดีตรงที่โรงแรมและเครื่องบินมีราคาถูก

ฤดูหนาว (Winter)

ฤดูหนาวของยุโรปจะแตกต่างกันไปตามประเทศ บางประเทศก็จะมีหิมะปกคลุมทั่วเมือง บางประเทศจะมีแต่ความหนาวเย็น เริ่มช่วงเดือน ธ.ค. - ก.พ. ข้อเสียคืออากาศหนาว ทำให้เดินเที่ยวกลางแจ้งได้ลำบาก แถมดวงอาทิตย์ตกดินเร็วมาก บ่ายสามบางทีก็มืดแล้ว ข้อดีคือถ้าโชคดีจะได้เห็นหิมะเต็มเมืองค่ะ    

ต้องถามตัวเองค่ะว่า "อยากไปเห็นอะไร?" ถ้าชอบดอกไม้ก็ไปฤดูใบไม้ผลิ (เดือนเม.ย. ถึงต้นเดือนพ.ค. กำลังดีค่ะ) ถ้าชอบอากาศดีๆ ผลไม้อร่อยก็ไปฤดูร้อน ถ้าอยากได้บรรยากาศสุดโรแมนติกกับใบไม้เปลี่ยนสีก็ไปฤดูใบไม้ร่วง แต่ถ้าอยากเห็นหิมะก็ต้องไปช่วงฤดูหนาวในประเทศที่มีหิมะตกเยอะๆ อย่างเยอรมันหรือสวิสเซอร์แลนด์ 

ขั้นตอนที่ 3 : ช่วงเวลาที่เหมาะสม

นอกจากเวลาว่างของเรากับฤดูกาลแล้ว เราต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมกับประเทศที่เราอยากไปเที่ยวด้วยนะคะว่ามีช่วงไหนที่ตรงกับเทศกาลดีๆ หรือช่วงไหนที่ควรหลีกเลี่ยงกันบ้าง? ไม่อย่างนั้นตอนไปถึงแล้วอาจจะแกร่วเพราะพิพิธภัณฑ์ที่อยากเข้าดันปิด ร้านค้าต่างๆ ปิดทำการในช่วงวันหยุดยาวของประเทศนั้นๆ

 

ไม่ต้องกังวลไปนะคะเพราะว่าเรามีเช็กลิสต์ให้ตรวจสอบกันง่ายๆ ค่ะ ว่าช่วงเวลาที่เราเลือกไปประเทศในฝันนั้นมันดีงามจริงหรือเปล่า? มาเริ่มตรวจสอบกันเลย

เทศกาล - แต่ละประเทศมีเทศกาลที่น่าสนใจแตกต่างกัน สามารถตรวจสอบว่าช่วงเวลาที่เราเลือกไปนั้นไปตรงกับเทศกาลน่าสนใจอะไรบ้างในเวบไซด์ต่างๆ 

Key words - Country Festival Year

ตัวอย่าง : เลือกไปประเทศอิตาลีช่วงเดือนกรกฏาคมปี 2017 เราก็นำชื่อไปค้นหาได้ด้วยการพิมพ์ "Italy Festival 2017" แล้วก็คลิกเข้าไปอ่านในเวบไซด์ที่ค้นพบว่าช่วงเดือนกรกฏาคมนั้นมีเทศกาลขี่ม้าปาลิโอ (Palio) ที่เมืองเซียน่า, เทศกาล Festa de'Nontari ในกรุงโรมที่เขต Trastevere และแฟชั่นโชว์ที่ Spanish Steps อีกด้วย 

Key words - Country Festival Year

ตัวอย่าง : เลือกไปประเทศอิตาลีช่วงเดือนกรกฏาคมปี 2017 เราก็นำชื่อไปค้นหาได้ด้วยการพิมพ์ "Italy Festival 2017" แล้วก็คลิกเข้าไปอ่านในเวบไซด์ที่ค้นพบว่าช่วงเดือนกรกฏาคมนั้นมีเทศกาลขี่ม้าปาลิโอ (Palio) ที่เมืองเซียน่า, เทศกาล Festa de'Nontari ในกรุงโรมที่เขต Trastevere และแฟชั่นโชว์ที่ Spanish Steps อีกด้วย 

วันหยุด - เป็นช่วงเวลาที่ต้องหลีกเลี่ยงเพราะในช่วงวันหยุดนั้นทั้งร้านค้าและพิพิธภัณฑ์จะพากันปิดทำงาน ทำให้เวลาไปเที่ยวแล้วจะไม่สนุกเลย ก่อนจะจองตั๋วเครื่องบินและที่พักเราต้องตรวจสอบก่อนว่าช่วงเวลาที่เราเลือกนั้นไปตรงกับวันหยุดของประเทศนั้นๆ หรือเปล่า? เพราะนอกจากจะเที่ยวยากแล้วการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะก็จะมีน้อย ทำให้เดินทางไปยังจุดต่างๆ ได้ลำบากด้วยค่ะ

Key words - Country Public Holidays Year

ตัวอย่าง : เลือกไปประเทศอิตาลีช่วงเดือนกรกฏาคมปี 2017 เราก็พิมพ์หาข้อมูลว่า "Italy Public Holidays 2017" แล้วคลิกเข้าไปอ่านในเวบไซด์ว่าเดือนกรกฏาคมมีวันหยุดที่ไหนบ้าง? ถ้าไม่มีตรงกับวันหยุดราชการเลยก็สบายใจได้ค่ะว่าไปไม่เสียเที่ยว

ช่วงวันหยุดยาว - ในยุโรปจะมีช่วงวันหยุดยาวๆ สองช่วงที่ผู้คนจะหยุดอยู่กับครอบครัว ร้านค้า ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ ปิดทำการ ทำให้เมืองเล็กๆ กลายเป็นเมืองร้างเลยก็มีค่ะ ซึ่งช่วงเวลาหยุดยาวๆ นั้นคือช่วงอีสเตอร์กับช่วงคริสมาสต์ (ข้อเสียอีกอย่างในการเดินทางทั้งสองช่วงนี้คือค่าเครื่องบินและที่พักจะมีราคาแพงมากด้วยค่ะ)

เทศกาลอีสเตอร์ (Easter) - เป็นเทศกาลที่ชาวคริสต์เฉลิมฉลองการฟื้นคืนชีพของพระเยซู จัดขึ้นราวๆ ปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน ซึ่งจะไม่ตรงกันในแต่ละปี ทำให้เราต้องตรวจสอบก่อนว่าในปีที่เราจะไปเที่ยวนั้นเทศกาลอีสเตอร์ตรงกับวันไหน ปกติจะหยุดกันวันศุกร์ - วันจันทร์ บางแห่งก็เหมาะยาวทั้งอาทิตย์ บางปีเทศกาลอีสเตอร์มาตรงกับเทศกาลสงกรานต์ของเราก็จะทำให้ปีนั้นไม่เหมาะกับการลาช่วงสงกรานต์เลย (อย่างเช่นปี 2017 ที่จะมาถึงนี้ วัน Good Friday ตรงกับวันที่ 14 เมษายน และวัน Easter Monday ตรงกับวันที่ 17 เมษายน) 

เทศกาลคริสมาสต์ (Christmas) - ช่วงเทศกาลนี้ชาวยุโรปจะหยุดกันยาวๆ 1 - 2 อาทิตย์ ครอบคลุมวันที่ 24 ธันวาคม ไปจนถึงปีใหม่เลยทีเดียว ใครหลงผิดคิดว่าที่ยุโรปจะคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนออกมาฉลองคริสมาสต์กัน นี่บอกเลยค่ะว่าคิดผิดแล้วค่ะเพราะชาวยุโรปจะหยุดอยู่บ้าน ฉลองกันในครอบครัวตัวเองเท่านั้น ร้านค้าและร้านอาหารปิดตัวกันเกือบหมดเมืองกันเลย ส่วนเวลาที่คึกคักคือต้นเดือนธันวาคม เมืองใหญ่ๆ จะมีการติดไฟ มีการตกแต่งต้นคริสมาสต์ แถมมีตลาดคริสมาสต์กลางแจ้งให้เดินชมสินค้าอีกต่างหาก ถ้าอยากชมแสง สี เสียง ต้องมาช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมค่ะ 

สรุปจัดการกับเวลา

เลือกเวลาที่ลางานได้สะดวก

ถ้าลางานได้หลายช่วงก็ให้เลือกฤดูกาลที่เราอยากไปสัมผัส

ตรวจสอบช่วงเวลาเหมาะสมกับการไปเที่ยว

อย่าให้ตรงกับวันหยุดของประเทศที่จะไปโดยเฉพาะช่วงอีสเตอร์และคริสมาสต์