© 2016 by Rose@Let's go to Europe

December 22, 2016

December 17, 2016

Please reload

Recent Posts

Swiss Trip - Day3 (Rhine Falls)

January 19, 2017

1/5
Please reload

Featured Posts

Swiss Trip - Day3 (Rhine Falls)

January 19, 2017

วันเดียวเที่ยวสามแห่งเลยค่ะวันนี้ งานนี้ไม่มีชะโงกเที่ยวได้เต็ม ๆ แบบสบาย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนเพราะว่าสถานที่ที่จะไปอยู่ใกล้กันแถมระบบขนส่งก็ดีงามอีก วันนี้จะไปทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์คือ น้ำตก Rhine Falls, เมือง Schaffhausen และเมือง Stein am Rhein 

 

 

จากแผนที่จะเห็นว่าเมือง Schaffhausen และเมือง Stein am Rhein อยู่ทางตอนเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเดินทางโดยรถไฟจากเมืองซูริกได้สะดวกมาก ๆ จะจัดทริประหว่างสามแห่งนี้ยังไงก็ได้แล้วแต่ความชอบเลยค่ะ

 

 

ส่วนที่จัดทริปไปนั้นเลือกไปเที่ยวน้ำตกก่อนเพราะกลัวว่าถ้าไปสาย ๆ คนจะเยอะแล้วจะร้อนเกินก็เลยเลือกไปเป็นที่แรกค่ะ

 

จัดทริปดังนี้ --> ไปเที่ยวน้ำตก Rhine Falls, เดินเล่นที่เมือง Schaffhausen และชมบรรยากาศเมืองสุดสวยที่ Stein am Rhein 

 

เที่ยวน้ำตก Rhinefalls 

 

สำหรับสถานที่แรกที่จะไปเที่ยวในวันนี้ก็คือ น้ำตก Rhinefalls ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความกว้างเนื่องจากมีขนาดถึง 150 เมตรเลย ส่วนความสูงอยู่ที่ 23 เมตร จึงทำให้เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปค่ะ

 

 

วิธีเดินทางไปน้ำตก Rhinefall ที่ง่ายที่สุดคือไปโดยรถไฟ ลงที่สถานี Schloss Laufen am Rheinfall ซึ่งอยู่ติดกับน้ำตกเลย ถ้ามาจากซูริคก็ใช้เวลาประมาณ 50 นาที ไปเปลี่ยนรถไฟที่ Winterthur เป็นรถไฟท้องถิ่น ซึ่งนั่งสบายช่วงตอนเช้า ๆ คนไม่เยอะจะนั่งตรงไหนก็ได้ด้วยนะคะ 

 

 

พอลงจากรถไฟแล้วให้เดินขึ้นบันไดตามป้ายที่เขียนว่า Ticket Information เราต้องขึ้นไปซื้อตั๋วเข้าชมน้ำตกแบบใกล้ชิดกันก่อน ใช้สวิสพาสเบ่งไม่ได้เพราะว่าเป็นของเอกชน แต่ราคาก็ถูกมากแค่ 5 CHF เท่านั้นเอง (ข้างบนมีห้องน้ำให้ใช้ด้วย)

 

ก่อนเดินขึ้นปราสาท แนะนำให้ถ่ายรูปตารางรถไฟขากลับเอาไว้กันด้วยนะคะ เพราะชั่วโมงนึงมีรถ 2 ขบวน ถ้าพลาดไปก็ต้องนั่งรอครึ่งชั่วโมงเลย 

 

 

เดินขึ้นบันไดตามป้ายไปเลยค่ะ ถ้าใครมีเวลาเยอะ ๆ ก็เข้าชมนิทรรศการในปราสาท Schloss Laufen ก่อนได้นะคะ ข้างบนมีทั้งมีส่วนที่เป็น Youth Hotel รวมทั้งร้านอาหารด้วย 

 

 

หน้าตาของปราสาท Schloss Laufen ริมน้ำตกไรน์ สวยแบบแข็งแกร่งดีค่ะ (บันไดเยอะหน่อย แต่วิวข้างบนคือสวยคุ้มค่าแน่นอน)

 

 

เอาแผนที่และจุดชมน้ำตกของปราสาทมาแปะให้ค่ะ เผื่อใครกำลังหาข้อมูล จุดที่เราลงจากรถไฟคือแถว ๆ อุโมงค์ (ใกล้ทางออกที่เลข 13) แล้วเราต้องเดินขึ้นบันไดไปจนถึงตัวปราสาทแล้วเดินต่อไปซื้อตั๋วที่หมายเลข 1 ค่ะ

 

 

ตรงนี้เป็นวิวจากตัวปราสาทเลยค่ะ เห็นไปถึงอีกฝั่งรวมทั้งเกาะน้อยกลางน้ำตกด้วย 

 

 

สำหรับการล่องเรือไปยังเกาะกลางน้ำตกนั้นจัดว่าเป็นกิจกรรมสำหรับคนใจกล้าที่อยากเข้าชมน้ำตก Rhinefall แบบใกล้ชิดสุด ๆ ค่ะ เค้ามีบริการเรือรับส่งพาไปขึ้นชมวิวแบบติดของจอริมน้ำตกกันด้วย สามารถเลือกขึ้นได้ทั้งสองฝั่ง (จะฝั่งเดียวกับปราสาทหรือฝั่งตรงข้ามก็ได้)

 

 

เห็นแล้วก็รู้สึกระทึกทุกครั้งที่เห็นเรือเข้าไปจอดเพราะว่าต้องหาจังหวะที่น้ำไม่เชี่ยวมากเข้าไปตรงเกาะกลางเพื่อรับส่งผู้โดยสารผู้ชอบการผจญภัย (ใครชอบอะไรแหวกแนวไม่ซ้ำใครก็เชิญขึ้นเรือไปโต้กระแสน้ำกันได้นะคะ)

 

 

ส่วนทางฝั่งเรานั้นสามารถเดินไปชมจุดชมวิวได้เยอะเลยค่ะ อย่างตรงจุดนี้ใกล้ชิดน้ำตกมากจนละอองน้ำพรมหน้ากันเลย 

 

 

ความใกล้ชิดนี้.... >____< เข้าไปใกล้ ๆ น้ำตกแล้วมันสดชื่นมากเลย (ไปหน้าร้อนเดือนพค.ค่ะ อากาศกำลังดีน้ำเยอะด้วย)  

 

 

ตรงนี้เป็นจุดชมวิวที่เป็นระเบียงยื่นออกมาจากหน้าผาอีกที ไปยืนแล้วเห็นวิวสวยสุด ๆ เพราะเหมือนกับน้ำตกมันพุ่งมาหาเราเลย 

 

 

เอาภาพทางเดินชมวิวมาให้ดูค่ะ เค้าทำทางดีมาก ๆ ไม่มีตรงไหนที่อันตรายเลย ทุกจุดคือปลอดภัยหมด (ยกเว้นแต่เราจะไปห้อยโหนหรือถ่ายรูปโดยไม่ระมัดระวังเท่านั้น) 

 

 

ตอนที่ไปเที่ยวน้ำตกใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เดินเที่ยวจนจุใจแล้วค่ะ พอเดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก็จะมาถึงทางออกใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟที่เราลงมาเลย ยังไงเผื่อเวลาเดินซัก 10 นาทีก่อนจะถึงเวลารถไฟมา จะได้ไม่ร้องรีบร้อนวิ่งขึ้นรถไฟกันนะคะ

 

 

สำหรับคนที่มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถเช็ครอบรถไฟได้จากเว็บไซต์ http://www.sbb.ch ก็จะเห็นเวลารถ (มีทั้งรถไฟและรถบัส แต่แนะนำให้ใช้รถไฟค่ะ 8 นาทีเท่านั้น)

 

ชมเมืองแห่งระเบียง Schaffhausen 

 

 

รถไฟจะมาจอดที่สถานี Schaffhausen ซึ่งอยู่ภายในตัวเมืองเลย แค่ออกจากสถานีเดินต่อมานิดเดียวก็ได้เห็นความน่ารักของเมือง Schaffhausen กันแล้วค่ะ

 

 

เมืองนี้ถ้าดูจากแผนที่จะเห็นว่าเหมือนติ่งที่ยื่นออกไปจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์เลยค่ะ โดนโอบกอดด้วยดินแดนของประเทศเยอรมันไปซะสามด้านอีกต่างหาก 

หน้าตาบ้านเรือนในเมืองก็แตกต่างกับเมืองอื่นๆ ของสวิสมากอยู่ แต่ละบ้านคือมีระเบียงยื่นออกมาจากตัวตึก ตกแต่งกันแบบน่ารักน่าชมอีกด้วย

 

 

บ้านส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าต่างยื่นออกมาจากตัวตึก เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบ้าง สี่เหลี่ยมคางหมูบ้าง แถมยังตกแต่งกันสุดอลังการราวกับว่าเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมสุดๆ ในเมืองนี้เลยค่ะ 

 

สาเหตุที่แต่ละอาคารสร้างระเบียงยื่นๆ ออกมาแบบนี้ก็เพราะว่าวิวมันดีค่ะ มองจากด้านนอกก็หรูหราโอ่อ่า เข้าไปอยู่ข้างในก็ได้พื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม เอาโต๊ะมาตั้งเป็นที่รับประทานอาหารพร้อมกับมองวิวด้านนอกบ้านไปด้วย ชีวิตดี๊-ดี แบบ Schaffhausen เค้าล่ะค่ะ 

 

 

ในเมือง Schaffhausen นี่นอกจากจะมีระเบียงบ้านเป็นเอกลักษณ์แล้วก็ยังมีการระบายสีหน้าบ้านที่งดงามให้ชมกันด้วย อย่างบ้านอัศวิน Haus zum Ritter เลขที่ 65 ถนน Vordergasse เคยเป็นบ้านของอัศวินเก่าในศตวรรษที่ 14 มาก่อน แต่สิ่งที่โดดเด่นจนทุกคนที่หันมามองก็คือภาพวาดเฟรสโก้สีฉูดฉาดที่อยู่หน้าบ้านนี่ล่ะค่ะ

 

 

โบสถ์นี้คือ Munster Schaffhausen เป็นโบสถ์สไตล์โรมาเนส มีจุดเด่นคือปลายแหลม ๆ ของยอดระฆังค่ะ ตัวอาคารทางสีแดงแป๊ดโดดเด่นมากเลย 

 

 

เวลาไปเดินในเมือง Schaffhausen จะเห็นว่ามีน้ำพุกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งเขตเมืองเก่าคล้าย ๆ กับกรุงเบิร์นเลยนะคะ โดยน้ำพุแต่ละที่ก็ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สีสด ๆ กับรูปปั้นที่แตกต่างกันออกไป

 

ประทับใจ Tellerbrunnen มากที่สุดเลยค่ะ พอกลับมาแล้วเลยมาหาข้อมูลว่ารูปปั้นข้างบนน้ำพุนั้นคือใคร ทำไมถึงเป็นน้ำพุที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ไปได้

 

ประวัติของน้ำพุ Tellerbrunnen

 

ชื่อของน้ำพุมาจากชื่อของ William Tell ฮีโร่ของประเทศสวิส เค้าเป็นผู้นำกลุ่มต่อต้านราชวงศ์ Habsburg จากออสเตรีย-ฮังการีที่เข้ามารุกรานบ้านเมือง ซึ่งเรื่องราวของเค้านี่มีทั้งคนบอกว่าเป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์และคนที่บอกว่าเป็นเรื่องเล่าแบบตำนานประมาณโรบินฮู้ด (เราก็อ่านเอาไว้สนุก ๆ นะคะ)

William Tell นั้นเป็นนักยิงหน้าไม้ที่แม่นเอามาก ๆ เค้าเดินทางล่าสัตว์ ปีนเขา เข้าป่า จนมีชื่อเสียงว่าเป็นนักแม่นปืน (เลยมีรูปปั้นกับหน้าไม้) วันหนึ่งเค้าเข้าไปในเมืองที่มีเจ้าเมืองจากราชวงศ์ Habsburg ซึ่งเจ้าเมืองคนนี้ได้แขวนหมวกเอาไว้ ใครผ่านไปมาต้องโค้งคำนับ ทีนี้พอ William Tell เดินผ่านหมวก เค้ากลับไม่ยอมคำนับ จึงถูกทางการจับกุมตัวพร้อมกับลูกชายที่เดินทางมาด้วยกัน เจ้าเมืองนั้นลงตัดสินโทษประหารทั้งสองคน แต่ถ้า William Tell สามารถยิงลูกแอปเปิ้ลที่วางไว้บนหัวของลูกชายได้ ทั้งคู่ก็จะพ้นโทษประหาร (โหดแท้ ๆ) สุดท้ายเค้าก็สามารถยิงลูกแอปเปิ้ลได้สำเร็จในครั้งเดียว พ่อลูกจึงไม่ต้องตายเพราะไม่ยอมคำนับหมวก

แต่เรื่องมันไม่จบง่าย ๆ นี่สิคะ เพราะว่าเจ้าเมืองเห็นว่า William Tell นั้นมีลูกดอกสองดอก เลยถามว่าทำไมถึงต้องใช้สองอัน William Tell เลยตอบว่าถ้าเค้ายิงพลาดไปโดนลูกชายก็จะใช้ลูกดอกอันที่สองนี่ล่ะยิงเจ้าเมืองซะ! พอเจ้าเมืองได้ยินแบบนั้นก็โกรธสิคะ...William Tell ก็เลยโดนส่งไปจำคุกตลอดชีวิตแทน

ระหว่างทางนั้นได้เกิดพายุขึ้น เรือที่พาเจ้าเมืองและ William Tell รวมทั้งเหล่าทหารทำท่าจะล่มกลางทะเลสาบลูเซิร์น ทหารจึงขอร้องเจ้าเมืองให้แก้มัด William Tell จะได้ช่วยกันพายเรือไปให้ถึงฝั่ง แต่เค้าก็อาศัยจังหวะชุลมุนกระโดดไปยังโขดหินใกล้ๆ แล้วหลบหนีได้สำเร็จ จากนั้น William Tell ก็ลักลอบเข้าเมืองไปดักรอเจ้าเมืองแล้วก็สังหารเจ้าเมืองด้วยลูกดอกอันที่สองได้ในที่สุด เรื่องราวของเค้าได้จุดชนวนให้ผู้คนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านออสเตรีย ทำให้ William Tell กลายเป็นฮีโร่ของประเทศสวิสไปค่ะ

 

 

ฟังเรื่องของน้ำพุมาเยอะแล้ว ต่อไปเราจะไปปีนป้อมมูน็อท (Munot) ชมวิวสวย ๆ ของเมือง Schaffhausen กันค่ะ ป้อมปราการนี้ตั้งอยู่นอกเขตเมืองเก่า มีเส้นทางไปชมป้อมปราการหลายทางเลย แนะนำให้ขึ้นและลงคนละทางกันจะได้ชมวิวหลาย ๆ แบบค่ะ

 

 

จากตัวเมืองเก่าจะมีป้ายชี้ทางไปยังป้อมมูน็อท เราก็แค่เดินตามไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดข้ามถนนที่เป็นสะพานลอย พอข้ามไปแล้วจะเห็นบันไดทางขึ้นป้อมปราการ จุดนี้ต้องอาศัยกำลังขาเดินขึ้นบันไดอีกหน่อย แต่รับรองว่าวิวข้างบนสวยสุด ๆ ไม่เสียแรงเปล่าแน่นอนค่ะ (ฟรีอีกต่างหาก)

 

 

ดูความสูงนี่สิคะ...เดินไปหยุดชมวิวไป ดีต่อจิตใจจริง ๆ ด้านบนมีสวนเล็ก ๆ เอาไว้ให้นั่งเล่นสบาย ๆ กันด้วย

 

 

ที่ฐานของป้อมปราการเป็นที่อยู่ของกวางค่ะ เค้าเลี้ยงไว้หลายตัวเลย ดูมันชิลมาก ๆ เล็มหญ้าไปดูมีความสุขมาก 

 

 

พอเข้าไปที่ป้อมปราการก็จะเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่เลยค่ะ กว้างมาก ๆ มีแสงลอดเข้ามาจากด้านบนเท่านั้นเอง ดูลึกลับสุด ๆ ตรงนี้เราจะเดินไปตรงไหนก็ได้ ไม่มีค่าเข้าชมค่ะ

 

 

ถ้าจะขึ้นไปชมวิวด้านบนก็ต้องเดินผ่านบันไดเวียนขึ้นไป เค้าทำเป็นทางลาดเลยค่ะ ไม่มีขั้นบันได ต่อให้นั่งรถเข็นก็ขึ้นไปชมวิวกันได้แบบง่าย ๆ เลย จุดนี้เดินได้ไม่เหนื่อยเท่าไหร่

 

 

มาถึงข้างบนแล้วค่ะ มีป้อมปราการสูง ๆ หน้าตาสวยงามเป็นจุดเด่นของที่นี่ รอบ ๆ ทำเป็นเก้าอี้ให้ชมบรรยากาศ ที่แนวกำแพงก็เปิดให้ชมวิวได้ 360 องศากันเลย บางจุดมีการจัดแสดงปืนใหญ่ด้วยนะคะ 

 

 

วิวสวยมากกกกกกก เมือง Schaffhausen พอดูจากมุมสูงแล้วเหมือนกับเมืองตุ๊กตาเลยค่ะ บ้านเรียงกันเป็นแนว ๆ มียอดโบสถ์สูงหลายแห่ง แถมบ้านแต่ละหลังก็ทาสีโทนพาสเทล ดูแล้วหวานกลมกล่อมมาก ๆ 

 

 

วิวทางฝั่งแม่น้ำไรน์ก็สวยไม่แพ้กันค่ะ มีสะพานข้ามเมืองไปยังอีกฝั่ง ดูยังไงก็คลาสสิก 

 

 

ชมวิวจนอิ่มแล้วต่อไปก็เป็นการเดินทางบันไดแล้วค่ะ งานนี้บอกเลยว่าง่ายมาก เดินลงอีกฝั่งนึงได้เห็นไร่องุ่นด้วยนะคะ เค้าปลูกกันเป็นแถวริมเนินเลยค่ะ

 

 

พอเดินลงมาแล้วก็จะมาถึงจตุรัสกลางเมืองค่ะ จากตรงนี้ก็เดินกลับไปสถานีรถไฟเพื่อจะเดินทางต่อไปยังเมืองสุดท้ายของวันนี้ ระหว่างทางมีร้านค้าเยอะเลย อาคารบ้านเรือนก็น่ารัก

 

ชมบรรยากาศเมืองสุดสวยที่เมือง Stein am Rhein

 

เมืองสุดท้ายของวันนี้เป็นเมืองเล็กริมแม่น้ำไรน์ที่ใครเป็นเห็นก็ต้องร้องว้าวววววว เพราะความสวยของการตกแต่งอาคารในเมืองค่ะ 

 

จากเมือง Schaffhausen ไปยังเมือง Stein am Rhein ใช้เวลาแค่ 24 นาที มีรถไฟทุกครึ่งชั่วโมง นั่งแป๊บเดียวก็ถึงอีกเมืองนึงแล้ว แปะตารางรถไฟให้สำหรับคนหาข้อมูลนะคะ

 

 

พอรถไฟเทียบท่าเราก็ออกจากสถานี (ขนาดเล็กมากแต่ก็มีร้านขายของกินเล่นอยู่) ทีนี้ต้องเดินต่อไปยังเขตเมืองเก่าค่ะ ห่างจากสถานีรถไฟนิดหน่อย พอเดินไปได้สบาย ๆ ราว 5 - 10 นาที เดินตามป้ายเข้าตัวเมืองไปเลยค่ะ 

 

 

พอเดินมาได้สักพักก็จะเริ่มเห็นบ้านเรือนสีสวย ๆ แล้วพอเห็นยอดโบสถ์ก็เป็นอันอุ่นใจได้เลยว่าเดินมาถูกทางแล้ว ข้ามสะพานไปก็เข้าสู่เขตเมืองเก่าอย่างเต็มตัวค่ะ

 

 

นี่แค่ยังไม่ทันแตะเขตตัวเมืองความสวยก็เตะตาขนาดนี้แล้ว วิวตรงสะพานก็เด็ดค่ะ บ้านเรือนเค้าสร้างมาน่ารักทุกหลังเลย

 

 

ถึงแล้วววววววววว โหหหหหหหห เมืองสวยมากกกกกกกก ยังจำความรู้สึกที่เห็นตัวเมืองของ Stein am Rhein ได้เลยค่ะ มันสวย มันอลัง มันงดงาม ไปหมดทุกมุมจริง ๆ 

 

 

หน้าบ้านทุกหลังงัดภาพเฟรสโก้มาแข่งกันแบบไม่ยั้งมือเลย ทุกหลังคือจัดเต็มจัดใหญ่จริง ๆ ค่ะ ดูแล้วละลานตามากกกกกก

 

 

ดูความละเอียดนั่นสิคะ ดีงามสุด ๆ ทั้งภาพที่เป็นเรื่องราว ทั้งภาพที่เป็นลวดลายชวนฝัน คือทางการเค้าอนุรักษ์เหล่าบ้านเก่าเอาไว้อย่างยั่งยืนจริง ๆ