© 2016 by Rose@Let's go to Europe

เมืองแห่งปราสาท Edinburgh

ทำความรู้จักเมือง Edinburgh

เมือง Edinburgh เป็นเมืองหลวงของแคว้นสก็อตแลนด์ในประเทศสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ชื่อเมือง Edinburgh นั้นคนไทยคุ้ยเคยในการอ่านว่า "เอดินเบิร์ก" แต่จริงๆ แล้วถ้าจะออกเสียงให้ถูก ต้องอ่านว่า "เอดินบะระ" นะคะ เมืองนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ปราสาทสุดอลังการที่ตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่เย็นตัวลงแล้ว ทั่วเมืองนั้นเต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่ โดยเฉพาะในเขต Old Town นอกจากนี้ยังมีมีสถานที่ท่องเที่ยวเรียงรายกันไปตลอดความยาวของถนนที่ชื่อว่า Royal Mile ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของเมือง

 

วิธีการเดินทางไปเมือง Edinburgh

เครื่องบิน - สนามบินของเมือง Edinburgh อยู่ห่างจากตัวเมืองราวๆ 12 กิโลเมตร เป็นสนามบินที่เชื่อมต่อกับเมืองต่างๆ ในยุโรปเป็นอย่างดี สามารถเลือกใช้สายการบินราคาประหยัดอย่าง EasyJet หรือ Ryanair บินมาลงได้ง่าย

 

รถไฟ - สถานีรถไฟของเมืองมีชื่อว่า Edinburgh Waverley ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลยค่ะ จะมาจากเมืองไหนในประเทศอังกฤษก็สะดวกทั้งนั้น (ถ้ามาจากลอนดอนต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานี London Kings Cross อย่าลืมแวะไปถ่ายรูปกับชานชาลา 9 3/4 ที่โด่งดังจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ ด้วยนะคะ)

รถโค้ช - วิธีนี้ค่อนข้างกินเวลามากกว่าวิธีอื่น เพราะถ้ามาจากกรุงลอนดอนจะใช้เวลามากถึง 9 - 10 ชั่วโมง ถ้าเลือกวิธีนี้แนะนำให้ใช้รถกลางคืนจะประหยัดเวลากว่า (ให้ไปขึ้นรถโค้ชที่สถานี Victoria Coach Station)

 

สำหรับคนที่เลือกใช้เครื่องบิน สามารถเข้าตัวเมืองได้หลายทาง เช่น รถบัส Airlink 100 Express, N22 จะจอดรอผู้โดยสารที่หน้า Arrival Hall โดยรถบัสจะไปจอดที่ สะพาน Waverley Bridge ใกล้ๆ กับสถานี รถไฟ ใช้เวลา 25 นาที หรือเลือกใช้รถราง (Tram) ไปลงที่สถานี Princes Street หรือ St. Andrew Square หน้าสถานีรถไฟก็สะดวกค่ะ

 

สิ่งที่น่าสนใจ

ตัวเมืองEdinburgh แบ่งเป็น 2 ฝั่งโดยมีสวนสาธารณะและสถานีรถไฟคั่นกลาง เรียกว่าเขตเมืองเก่า Old Town และเขตเมืองใหม่ New Town ส่วนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ จะอยู่ที่ฝั่ง Old Town บนเนินเขาส่วน New Town นั้นเป็นเขตทันสมัยเต็มไปด้วยแหล่งช็อปปิ้ง มีร้านค้าและห้างสรรพสินค้ามากมาย

 

ปราสาท Edinburgh Castle

ถ้ามาเมืองนี้แล้วไม่เห็นปราสาทแปลว่ายังมาไม่ถึงแน่ๆ เพราะปราสาทใหญ่นี้ตั้งอยู่บนภูเขาไฟใจกลางเมือง ณ ปลายสุดของถนน Roayal Mile ข้างบนปราสาทรายล้อมไปด้วยปืนใหญ่ ที่เคยใช้ปกป้องปราสาทในสมัยก่อน แต่อันที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ One O'Clock Gun ที่จะยิงทุกวันเวลาบ่ายโมง (ยกเว้นวันอาทิตย์) ภายในปราสาทเป็นที่เก็บมงกุฎ ดาบ และก้อนหิน Stone of Destiny ซึ่งใช้ในพิธีราชาภิเษกอีกด้วยค่ะ

ด้านหน้าปราสาทมีรูปปั้นสองวีรบุรุษผู้ปกป้องแผ่นดินสก็อตแลนด์เป็นผู้เฝ้าประตูอยู่ ชื่อพวกเขาคือ William Wallace และ Robert Bruce พวกเขาทั้งสองต่างต่อสู้กับการรุกรานของชาวอังกฤษและการต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชของชนชาติสก็อตเอาไว้ ทุกคนที่จะเข้าปราสาทยังไงก็ต้องผ่านรูปปั้นวีรบุรุษทั้งสองคนนี้ค่ะ

ถนน Royal Mile

ถนนสายนี้เป็นถนนสายสำคัญในเขต Old Town มีนักท่องเที่ยวใช้เดินขึ้นไปชมปราสาทและพระราชวังที่ต้นและปลายของถนน เนื่องจากความยาวของถนนนั้นประมาณ 1 ไมล์พอดี เลยได้ชื่อว่า Royal Mile เพราะว่าเป็นถนนที่เชื่อมเอาสถานที่สำคัญที่เกี่ยวกับราชวงศ์สก็อตไว้ด้วยกันนั่นเอง

ถนน Royal Mile แบ่งเป็นสี่ส่วนคือ Castle Hill, Lawnmarket, High Street และ Canongate แต่ละส่วนเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ร้านค้าขายของที่ระลึก ร้านอาหารและร้านคาเฟ่ รับรองว่าเดินเที่ยวได้ไม่มีเบื่อ

 

พิพิธภัณฑ์เล็กๆ แถบถนน Royal Mile

พิพิธภัณฑ์วิสกี้

The Scotch Whisky Experience

พิพิธภัณฑ์สาธิตการทอผ้าลายสก็อต

Tartan Weaving Mill and Exhibition

พิพิธภัณฑ์นักเขียน

Writer’s Museum

พิพิธภัณฑ์ Camera Obscura and World of Illusions

อาคารที่มียอดหอคอยสูงๆ ด้านหน้าปราสาทเอดินบะระ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับภาพลวงตาและมายากล รวมทั้งเป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศา รอบเมืองอีกด้วยนะคะ 

 

ในชั้นที่ 2 - 5 ของพิพิธภัณฑ์นั้นเต็มไปด้วยการจัดแสดงภาพมายากล เกี่ยวกับกระจกและเลนส์ สามารถถ่ายรูปหน้าตาแปลกๆ ของตัวเองได้

 

ชั้นบนสุดเป็นการแสดงการใช้กล้อง Camera Obscura ที่มีความพิเศษในการฉายภาพแบบ พาโนราม่าที่ใช้เพียงแค่กระจก เลนส์ และแสง ก็สามารถใช้แสดงภาพวิวทิวทัศน์ของเมืองนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์มานานกว่า 150 ปี (การแสดงจะจัดเป็นรอบละครึ่งชั่วโมง ถ้าไปถึงพิพิธภัณฑ์แนะนำให้ขึ้นไปดูภาพผ่านกล้องก่อนแล้วค่อยๆ เดินลงบันไดไปดูส่วนอื่นของพิพิธภัณฑ์ค่ะ)

โบสถ์นี้ตั้งอยู่บนถนน Royal Mile ในช่วง High Street เป็นวิหารหลักของศาสนาคริสต์ในนิกาย Presbyterian มีต้นกำเนิดในสก็อตแลนด์ ภายในวิหารนั้นประดับประดาไปด้วยกระจกหลากสี ตัวเพดานของวิหารก็มีเอกลักษณ์งดงามไม่แพ้วิหารที่อื่นเช่นกัน นับว่าเป็นวิหารที่มีความสวยงามทั้งภายนอกและภายในจริงๆ ค่ะ (สามารถเข้าไปชมความงามของวิหารได้ฟรี) 

โบสถ์ St. Giles Cathedral 

Heart of Midlothian : ที่ด้านหน้าโบสถ์ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีหินเรียงตัวเป็นรูปหัวใจอยู่ตรงพื้น ในอดีตเคยใช้เป็นที่ประจานนักโทษ โดยชาวบ้านจะพากันมาถ่มน้ำลายใส่ แต่ต่อมาเรื่องก็ถูกบิดเบือนไปว่า ถ้าได้ถ่มน้ำลายบนก้อนหินแล้วจะโชคดี เลยมีนักท่องเที่ยวเข้าใจผิดไปถ่มน้ำลายกัน ยังไงก็อย่าไปทำนะคะ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่มาเห็นเข้าอาจจะถูกปรับเอาได้

พิพิธภัณฑ์ Museum of Childhood

ไม่มีพิพิธภัณฑ์ไหนที่จะทำให้ระลึกถึงความหลัง ครั้งยังเป็นเด็กได้ดีเท่าที่พิพิธภัณฑ์ Museum of Childhood อีกแล้วค่ะ เพราะตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปก็ได้เห็นของเล่นต่างๆ ที่คุ้นเคยตา ทั้งตุ๊กตาเด็ก ตุ๊กตาหมี บ้านจำลอง ถ้วยชาใบจิ๋ว รถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน เรือรบ โมเดลทหารตัวน้อยๆ เกมส์ไพ่ต่างๆ หนังสือนิทานเล่มโปรด และหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้คิดถึงของเล่นที่เราเคยเล่นมัยตอนเด็ก แม้ว่าพิพิธภัณฑ์จะมีขนาดเล็กแต่ว่าก็อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ แถมเข้าชมได้ฟรีอีกด้วยค่ะ 

พิพิธภัณฑ์ John Knox's House 

บ้านหลังนี้จัดได้ว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งใน Edinburgh ที่มีความเก่าแก่ที่สุดและยังคงอนุรักษ์การตกแต่งทั้งภายนอกและภายในไว้แบบนั้น ในอดีตที่นี่เคยเป็นที่พำนักของนักปฏิรูปศาสนาคนดังในสก็อตแลนด์ชื่อ John Knox บ้านหลังนี้เลยเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ John Knox's House ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมประวัติของเจ้าของบ้านและความเป็นมาของห้องต่างๆ ภายในตัวบ้าน

ในอดีตพิพิธภัณฑ์ People’s Story Museum เคยเป็นศาล คุก และที่ว่าการเขต Cannongate ในสมัยที่ยังไม่ขึ้นกับ Edinburgh แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยศตวรรษที่ 18 โดยจัดเป็นการโชว์คล้ายๆ หุ่นขี้ผึ้ง แสดงความเป็นอยู่และอาชีพต่างๆ ให้ได้ชมกัน (ฟรีด้วยค่ะ)

พิพิธภัณฑ์ People’s Story Museum

พิพิธภัณฑ์ Museum of Edinburgh

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นใน Edinburgh เป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าความเป็นมาของเมือง ทั้งด้านประวัติศาสตร์โดยมีการสร้างเมืองจำลองให้ชม จัดแสดงถ้วยชามรามไห เครื่องเงิน เครื่องแก้ว ที่สร้างในเมือง Edinburgh ที่จะพลาดไม่ได้เลยคือชามข้าวและปลอกคอของสุนัขผู้ซื่อสัตย์ Greyfriars Bobby ที่เฝ้าหลุมศพของเจ้านายตัวเองอย่างภักดี (อ่านเต็มๆ ตรงอนุสาวรีย์บ๊อบบี้นะคะ)

อาคาร Scottish Parliament

คิดว่าคงไม่มีรัฐสภาของที่ไหนที่จะมีหน้าตาสุดแนวเท่ารัฐสภาของสก็อตแลนด์อีกแล้วค่ะ รัฐสภาแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ปลายสุดของถนน Royal Mile เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมภายในอาคารรวมทั้งห้องอภิปรายได้อย่างใกล้ชิดด้วย (ยกเว้นช่วงที่มีการอภิปราย)

รัฐสภาแห่งสก็อตแลนด์นี้เพิ่งสร้างและเปิดใช้งานเมื่อปี 2004 ด้วยดีไซน์อันทันสมัย รูปร่างหน้าตาที่แหวกแนว ทำให้มีทั้งผู้ชื่นชอบและผู้ไม่เปิดใจรับอาคารน้องใหม่ที่แหกกฏเกณฑ์อาคารรัฐสภาทั่วไปอยู่มาก อีกทั้งค่าก่อสร้างที่เรียกได้ว่าเกินงบประมาณก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้เป็นประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาพูดคุยอย่างหนักหน่วง ถ้าอยากหาเรื่องคุยกับชาวสก็อตล่ะก็..ลองถามเค้าดูว่าชอบอาคารรัฐสภารึเปล่า จะได้คำตอบที่หลายหลายเลยค่ะ

หอศิลป์ Queen’s Gallery 

ด้านหน้าพระราชวังเปิดเป็นหอศิลป์ จัดแสดงนิทรรศการของสะสมของราชวงศ์หมุนเวียนกันไป ถ้าต้องการเข้าชมควรตรวจสอบก่อนว่า สิ่งที่นำมาแสดงเป็นสิ่งที่เราสนใจรึเปล่าด้วย (ถ้าไม่สนใจก็ซื้อตั๋วแยกเข้าชมพระราชวังก็พอค่ะ)

พระราชวัง Holyroodhouse

พระราชวัง Holyroodhouse เป็นที่พำนักของเล่าราชวงศ์สก็อตในสมัยก่อน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมสถานที่และประวัติศาสตร์อันยาวนาน ภายในมีการตกแต่งอย่างงดงาม มีไฮไลท์คือ ห้อง Great Gallery เป็นห้องโถงยาวที่เก็บภาพกษัตริย์และราชินีของสก็อตแลนด์เอาไว้ถึง 111 คน และห้องของพระนางแมรี่แห่งสก็อตแลนด์ซึ่งกล่าวได้ว่าพระนางเป็นราชินีที่โชคร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์คนนึงเลย

ภูเขา Arthur's seat

ภูเขา “Arthur’s Seat” ที่อยู่ด้านข้างของพระราชวัง Holyroodhouse เป็นภูเขาที่มีนักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมวิวตลอดเวลาเลยค่ะ เนินเขานี้เกิดจากภูเขาไฟเวลามองจากที่ไกลๆ แล้วจะมีรูปร่างเหมือนสิงโตหมอบเลย ถ้าอยากชมวิวแบบสูง 251 เมตร จากพื้นดิน ที่เนินเขานี้ก็เหมาะมากๆ แต่ว่าต้องมั่นใจว่ามีแรงเดินทั้งขาขึ้นและขาลงนะคะ (อย่าลืมเตรียมรองเท้าดีๆ และน้ำดื่มขึ้นไปด้วย)

พิพิธภัณฑ์ Our Dynamic Earth 

เหมาะสำหรับคนที่ชอบวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ของโลก และพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านดาราศาสตร์ เพราะที่นี่มีการฉายภาพยนตร์สั้นๆ แบบ 3D และ 4D ด้วยเทคนิคล้ำสมัยค่ะ

พิพิธภัณฑ์ National Museum of Scotland

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสก็อตแลนด์เป็นที่เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ของชนชาติสก็อตและหลักฐานธรณีวิทยาของการกําเนิดพื้นที่แถบนี้ ตั้งแต่ยุคที่โลกเริ่มก่อตัวใหม่ๆ รวมทั้งเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นมาในสก็อตแลนด์ด้วยค่ะ

ตัวพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกันแต่ละอาคารมี 5 ชั้น ยกเว้นอาคารส่วนที่ติดกับถนน George IV Bridge มี 7 ชั้นและสามารถขึ้นไปชมวิวที่ชั้นดาดฟ้าได้ เหมาะกับการเดินหาความรู้ใส่ตัวในวันที่ฝนตกเอามากๆ เลยค่ะ (เข้าชมฟรีอีกต่างหาก)

อนุสาวรีย์ของ Bobby

หนึ่งในตำนานของเมือง Edinburgh คือเรื่องราวของสุนัขตัวน้อยๆ ที่ชื่อว่า Bobby ที่มีความจงรักภักดีต่อเจ้าของ จนทำให้ผู้คนในเมืองยกย่องและสร้างรูปปั้นให้เป็นอนุสรณ์แห่งความซื่อสัตย์ของมันค่ะ 

            ตำนานความซื่อสัตย์ของบ็อบบี้

เรื่องราวของสุนัขน้อยๆ ตัวนี้เริ่มขึ้นจากการเสียชีวิตของ “Jonh Grey” ผู้เป็นเจ้านาย แต่ถึงอย่างนั้นความตายก็ไม่อาจพรากความรักและความผูกพันธ์ระหว่างบ๊อบบี้กับเจ้านายของมันได้ ผู้ที่อาศัยอยู่แถวนั้นซาบซึ้งในความภักดีของบ๊อบบี้ เลยเมตตาให้อาหารเป็นประจำ ทุกๆ วันบ๊อบบี้จะไปเฝ้าหลุมศพและเมื่อมันได้ยินเสียงปืนจากปราสาทก็จะออกมาหาอาหาร แต่ว่าต่อมาทางการมีมาตรการกำจัดสุนัขจรจัด ทำให้บ๊อบบี้เกือบตกเป็นเหยื่อและถูกนำไปกำจัดเพราะมันไม่มีเจ้าของแล้วนั่นเอง แต่ก็โชคดีมีผู้ใจบุญจ่ายเงินออกใบอนุญาตให้ ทางการเลยมอบปลอกคอให้บ๊อบบี้และอนุญาตให้เฝ้าสุสานของนายต่อไปได้ถึง 14 ปี แม้ว่าทุกวันนี้บ๊อบบี้ได้ตามผู้เป็นนายไปนานแล้วก็ตาม แต่ว่าเรื่องราวของบ๊อบบี้ก็ยังคงได้รับการกล่าวขานและเล่าต่อกันไป เนื่องจากความภักดีของสุนัขตัวน้อยๆ ตัวนี้นั่นเอง

หอศิลป์ National Gallery of Scotland

เอดินบะระมีหอศิลป์กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง สำหรับหอศิลป์ที่ใช้เก็บภาพวาดของศิลปินชาวสก็อต ที่มี ชื่อเสียงที่สุดก็คือหอศิลป์แห่งชาติสก็อตแลนด์แห่งนี้ ที่นี่มีทำเลที่ตั้งที่เป็นต่อ เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างสวนสาธารณะ West และ East Prince Street Garden ทำให้เดินทางมาชมได้สะดวก ภายในอาคารเปิดให้เช้าชมงานศิลปะได้ฟรีๆ เลยด้วยนะคะ ถ้าใครอยากเห็นงานจิตรกรรมสวยๆ ฝีมือศิลปินชาวสก็อตแลนด์ ก็ควรแวะเข้ามาชมได้ที่นี่เลยค่ะ

สวน Princes Street Gardens

East Princes Street Garden

West Princes Street Garden

สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางเมืองแห่งนี้เป็นที่พักผ่อนกลางแจ้งที่ดีที่สุดในตัวเมือง มีเก้าอี้ให้นั่งชมความงามของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน หรือจะมานั่งดูบรรยากาศสวยๆ ยามใบไม้เปลี่ยนสีก็ได้อารมณ์โรแมนติกไปอีกแบบด้วยค่ะ ตัวสวนแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เห็นวิวสวยๆ ของเขตเมืองเก่าและปราสาทแห่งเมืองเอดินบะระได้ชัดเจนเลยค่ะ

อนุสาวรีย์สไตล์กอธิคแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับนักเขียนชาวสก็อตผู้โด่งดังในศตวรรษที่ 19 ชื่อว่า Sir Walter Scott ท่านเป็นนักเขียนนิยายเชิงประวัติศาสตร์และกวี ด้วยความสูงที่ 61 เมตร ทำให้ Scott Monument กลายเป็นอนุสาวรีย์เพื่อนักเขียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถขึ้นไปชมวิวสวยๆ ของเมืองได้ทั้งฝั่ง Old Town และฝั่ง New Town (อย่าลืมชมรูปปั้นตัวละครที่อยู่ในหนังสือนิยายจำนวน 64 ตัวที่ ประดับอยู่ตามส่วนต่างๆ ของอนุสาวรีย์ด้วยนะคะ

อนุสาวรีย์ Scott Monument

เนินเขา Calton Hill

เนินเขา Calton Hill มีฉายาเล่นๆ ว่า Athens of the North เนื่องจากมีสิ่งก่อสร้างที่หน้าตาคล้ายกับกรุงเอเธนส์แบบกรีกโบราณอยู่เต็มเนินเขานั่นเอง ทางเดินขึ้นไปชมวิวของที่นี่นั้นสะดวกสบายมากค่ะ มีทั้งแบบบันไดและแบบถนนลาดยางที่เดินอ้อมไปด้านหลังเห็นท่าเรือและทะเลได้ด้วยนะคะ 

บนเนินประกอบไปสิ่งก่อสร้างที่เป็นอนุสรณ์มากมายกระจายอยู่ เช่น Nelson Monument เป็นหอคอยสูง 30 เมตร ใช้ชมวิวพาโนรามาของเมืองได้ National Monument ประกอบด้วยเสาดอริค สไตล์กรีกที่สร้างเพื่อแสดงความภูมิใจของชาวสก็อต และอนุสาวรีย์ของ Dugald Stewart อาจารย์สอนปรัญญาในมหาวิทยาลัยเอดินบะระ

เมืองเอดินบะระ ประเทศสหราชอาณาจักร

เที่ยวได้ทุกฤดูกาล แต่แนะนำให้มาตอนหน้าร้อนราวๆ เดือนพฤษภาคม - เดือนสิงหาคม เพราะอากาศจะดี

ข้อควรรู้ก่อนไป Edinburgh

เมือง Edinburgh มักจะมีฝนตกเป็นประจำ ดังนั้นควรพกร่มติดตัวไว้ตลอดเวลานะคะ

ก่อนออกจากที่พัก ควรเช็กพยากรณ์อากาศทุกครั้ง จะได้ปรับเปลี่ยนแผนการเที่ยวแบบกลางแจ้ง เช่น การเดินเล่นในสวนหรือปีนเนาเขาดูวิวสวยๆ ไว้ในช่วงที่อากาศดีได้

ถ้าจะเข้าชมปราสาท แนะนำให้ไปตอนเช้าๆ หรือตอนบ่ายๆ ไปเลย เพราะคนเข้าแถวซื้อตั๋วยาวในช่วงสายๆ ไปจนถึงหลังเที่ยง

ถ้าที่พักไม่มีอาหารเช้าให้ (หรือเรียกเก็บเงินแพงๆ) เราสามารถออกมาหาร้านคาเฟ่ หาอาหารเช้าง่ายๆ ราคาถูกได้ โดยเฉพาะแถวๆ ถนน Royal Mile และถนนข้างเคียงจะมีร้านคาเฟ่ให้เลือกเยอะมากค่ะ

คนที่มาเที่ยวในช่วงหน้าหนาว ควรเตรียมผ้าพันคอ ถุงมือ และเสื้อผ้าอุ่นๆ มาได้เลย เพราะอากาศช่วงหน้าหนาวของที่นี่โหดร้ายมาก

ธนบัตรของเมืองในแคว้นสก็อตแลนด์จะมีหน้าตาไม่เหมือนกับของอังกฤษ แต่ว่าใช้ได้เหมือนกันทั่วประเทศค่ะ