© 2016 by Rose@Let's go to Europe

หมู่บ้านชาวประมง Cinque Terre

ทำความรู้จักหมู่บ้านทั้งห้า

คำว่า "Cinque Terre" แปลประมาณว่าดินแดนทั้งห้า ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่บ้านหน้าตาน่ารักๆ ห้าแห่งที่ตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเล ได้แก่ Riomaggiore, Manarola, Corniglia, Vernazza และ Monterosso

สมัยก่อนหมู่บ้านทั้งห้านี่เค้าทำอาชีพประมงกันเพราะว่ามีทำเลดีติดชายทะเลออกหาปลาได้ง่ายมาก แต่ปัจจุบันนี้อาชีพหลักเลยก็คือการท่องเที่ยว เนื่องจากแต่ละหมู่บ้านนั้นมีอาคารสีสวยๆ หวานๆ บาดใจจนใครๆ ก็อยากมาเห็นกับตากันทั้งนั้นค่ะ

วิธีเดินทางมาเที่ยวหมู่บ้าน Cinque Terre

เมืองตั้งต้นของการไปเที่ยวหมู่บ้านทั้งห้าคือเมือง La Spezia ที่รถไฟจากเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น ฟลอเรนซ์ ปิซ่า หรือมิลานจะมาจอดเทียบชานชาลาที่นี่ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้รถไฟท้องถิ่นเข้าสู่ตัวหมู่บ้านอีกที มีวิธีเดินทางดังนี้

รถไฟท้องถิ่น - หมู่บ้านที่ใกล้เมือง La Spezia ที่สุดคือหมู่บ้าน Riomaggiore ซึ่งห่างกันเพียงแค่ 10 นาที เท่านั้น ส่วนหมู่บ้านอื่นๆ ใช้เวลาเดินทางระหว่างกันเพียง 5 นาที โดยปกติมีรถไฟวิ่งชั่วโมงละ 1 - 2 ขบวน ควรขอตารางรถไฟกับเจ้าหน้าที่ในสถานีเพื่อความสะดวกต่อการวางแผนเที่ยวด้วยนะคะ

เรือ - วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีเวลาค่อนข้างมากเพราะรอบเรือมีน้อย ควรเลือกล่องเรือในวันที่อากาศแจ่มใสไม่มีคลื่นลมแรง แนะนำให้ไปขึ้นเรือที่หมู่บ้าน Riomaggiore เพราะตู้ขายตั๋วกับท่าเรือนั้นติดกันเลย ถ้าอยากจะขึ้นมาจาก La Spezia ต้องเดินจากสถานีรถไฟไปท่าเรือค่อนข้างไกลหน่อยค่ะ

บัตร Cinque Terre Card Treno

ติดต่อขอซื้อบัตรนี้ได้กับเจ้าหน้าที่ในสถานีรถไฟของ La Spezia ตรงจุดจำหน่ายบัตรโดยสารหรือที่ศูนย์ให้ข้อมูลของแต่ละหมู่บ้าน มีสิทธิประโยชน์คือสามารถขึ้นรถไฟได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ใช้เป็นบัตรผ่านทางไปยังจุดชมวิวหรือเดินป่าระหว่างหมู่บ้านได้ นอกจากนี้ยังใช้เข้าห้องน้ำและใช้อินเตอร์เน็ตได้ฟรีอีกด้วย โดยบัตร 1 วัน ราคา 12 ยูโร ส่วนบัตร 2 วัน ราคา 23 ยูโร

 

         บัตรนี้จะคุ้มค่ามากถ้าซื้อมาจากเมือง La Spezia และเที่ยวอย่างน้อย 3 หมู่บ้าน

 

         จำหน่ายโดยเจ้าหน้าที่ที่จุดขายเท่านั้น ไม่มีขายที่ตู้อัตโนมัติ

 

         ก่อนใช้ครั้งแรกต้องนำไปตอกบัตรกับเครื่องตอกให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถไฟ

มีอะไรน่าดูในแต่ละหมู่บ้าน

หมู่บ้าน Riomaggiore

หมู่บ้านแรกจากเมือง La Spezia คือ Riomaggiore นั่งรถไฟแค่ 10 นาทียังไม่ทันหายเหนื่อยรถไฟก็เข้าเทียบชานชาลาที่หมู่บ้านนี้แล้วค่ะ อาคารบ้านเรือนของหมู่บ้านนี้สีสดสวยมาก ยิ่งเดินไปใกล้ๆ ตรงท่าเรือสียิ่งจัดจ้านเหมาะกับการถ่ายรูปสุดๆ เลย

ที่มาของชื่อหมู่บ้าน 

คำว่า Riomaggiore นั้นมาจากชื่อกระแสน้ำเก่าแก่ที่ไหลอยู่ใต้ถนนหลักของหมู่บ้านที่ชื่อว่า Rivus Mayor

วิธีเดินทางเข้าหมู่บ้าน 

เนื่องจากสถานีรถไฟกับหมู่บ้านไม่ได้อยู่ติดกัน พอลงรถไฟแล้วต้องเดินตามป้ายที่เขียนว่า Riomaggiore ไปจนถึงอุโมงค์ทางเข้าหมู่บ้านอีกที

ทางเดินแห่งรัก Via dell’Amore

ทางเข้าของ Via dell'Amore ซึ่งเชื่อม Riomaggiore กับ Manarola ว่ากันว่าเป็นเส้นทางเลียบภูเขาที่โรแมนติกมากเลยค่ะ (ยังปิดซ่อมอยู่เลย)

จตุรัสกลางหมู่บ้านสุดเก๋ 

จตุรัส Piazza Vignaioli นี้อยู่กลางเมืองเลย เป็นแหล่งรวมร้านค้าและร้านอาหารประจำหมู่บ้าน ขอบอกเลยว่าแต่ละอาคารทาสีสดจริงๆ ยิ่งดูยิ่งหลงรักความสวยงามของหมู่บ้านนี้

จุดชมวิวที่ท่าเรือ

ถ้าเดินตรงไปที่ท่าเรือจากจตุรัสกลางเมือง ก็จะได้เจอกับจุดชมวิวสุดอลังการแบบนี้เลยค่ะ ตรงทางเดินนั้นมีเรือประมงมาจอดเต็มไปหมดพอเดินขึ้นบันไดไป ก็จะได้เห็นวิวทะเลกับสีแสบตาของอาคารในหมู่บ้าน เราสามารถเดินลงไปนั่งเล่นตรงโขดหินที่ใกล้ๆ ท่าเรือได้ด้วย บรรยากาศดีงามสุดๆ ชมบ้านสวยๆ แล้วก็ชมทะเลต่อเลย (ถ้าอยากล่องเรือก็สามารถซื้อตั๋วได้ตรงจุดนี้ค่ะ)

หมู่บ้าน Manarola

หมู่บ้านแห่งที่สองของ Cinque Terre เป็นหมู่บ้านที่เดินไปยังจุดชมวิวได้ง่ายที่สุด เหมาะกับนักเดินทางสายชิวอย่างมากค่ะ ตัวอาคารนี่สีสวยหวาน เหมือนหลุดออกมาจากโลกแห่งเทพนิยายโบราณจริงๆ 

 

ที่มาของชื่อหมู่บ้าน 

"Manarola" นั้นมาจากภาษาละติน คือ magna rota แล้วเพี้ยนมาเป็น magna roea แปลว่าล้อเกวียนอันใหญ่ ซึ่งเคยใช้งานในโรงสีในสมัยก่อน ซึ่งชาวบ้านวางไว้ตรงเนินเขาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านด้วย

วิธีเดินทางเข้าหมู่บ้าน 

พอลงจากรถไฟแล้วให้เดินผ่านอุโมงค์ข้างๆ ชานชาลาเพื่อเข้าไปในหมู่บ้านได้เลยค่ะ ระหว่างทางในอุโมงค์เค้าก็มีรูปภาพแนะนำส่วนต่างๆ ของเมืองให้ดูเล่นเพลินๆ ไปตลอดทาง 

 

จตุรัส Piazza Capellini

ตรงนี้เป็นจุดชมวิวที่จะได้เห็นอาคารสองฝั่งของถนนเรียงรายกันไปจนถึงท่าเรือเลยค่ะ ชาวเมืองใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนขา ถ้าสังเกตดีๆ ที่พื้นเค้าประดับด้วยกระเบื้องโมเสกเป็นรูปปลาท้องถิ่นด้วยนะคะ

 

ถนน Via Renato Birolli

ถนนเส้นหลักของหมู่บ้าน Manarola นี้เต็มไปด้วยเรือที่จอดเรียงรายกันสองฝั่งถนนตัดกับสีหวานโทนพาสเทลของอาคารสองข้างเลย ถ้าอยากหาร้านขายของที่ระลึกหรือร้านอาหารให้มาหาได้ที่นี่ เดินชมเมืองแป๊บๆ เดี๋ยวก็ถึงจุดชมวิวที่ปลายถนนค่ะ

 

ทางเดินเลียบท่าเรือกับวิวพาโนราม่า

หมู่บ้าน Manarola มีจุดชมวิวที่เดินไปง่ายที่สุดได้เห็นทั้งวิวริมทะเลและวิวของหมู่บ้านโดยที่ไม่ต้องออกแรงปีนเขาให้เหนื่อยเลยค่ะ ตรงท่าเรือนั้นมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมากๆ จะลงไปตรงโขดหินโพสต์ท่าเก๋ๆ หรือจะนั่งรับลมอยู่ตรงเก้าอี้ที่นั่งก็เริ่ดไปหมด ที่สำคัญคือเค้าทำทางเดินเลียบโขดหินไปเรื่อยๆ ออกไปจนถึงเหนือน้ำทะเลให้เดินเล่นได้แบบง่ายๆ ด้วยนะคะ มองไปข้างหน้าก็ฟ้ากับน้ำ มองกลับมาข้างหลังก็มีตึกสีสวยๆ จากหมู่บ้านให้ชม...คือมันดีงามจริงๆ ค่ะ

 

จากท่าเรือก็จะเห็นทางเดินเลียบโขดหินแบบนี้ สามารถเดินเล่นกินลมชมวิวได้ชิวสุดๆ เลยค่ะ ชาวเมืองเค้าทำทางเดินเอาไว้ให้ดูวิวๆ กัน

พอมองกลับมาทางหมู่บ้านจะได้เห็นภาพสวยๆ ของอาคารสีหวานๆ ตรงท่าเรือ ถ้าอยากลงไปนั่งเล่นริมน้ำทะเลก็ลงไปนั่งตรงโขดหินได้ค่ะ

หมู่บ้าน Corniglia

หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเดียวที่ไม่ได้อยู่ติดทะเล ตัวหมู่บ้านนั้นตั้งอยู่บนหน้าผาสูงจากน้ำทะเล 100 เมตรเลย สามารถเลือกเดินทางเข้าหมู่บ้านได้ 3 ทาง คือ ปีนบันไดซิกแซก 283 ขั้น, เดินตามถนนใหญ่ขึ้นเขา หรือรอรถบัสคันเล็กที่หน้าสถานีรถไฟค่ะ

ที่มาของชื่อหมู่บ้าน 

มาจากตำนานว่าผู้สร้างหมู่บ้านเป็นผู้ผลิตไวน์ เขาได้ตั้งชื่อเมือง Cornelia จากชื่อมารดา พอเรียกกันไปเรียกกันมาก็เพี้ยนกลายเป็น Corniglia แทน

หมายเหตุ : หมู่บ้าน Corniglia เป็นหมู่บ้านเดียวที่ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยตัวเองค่ะ ขอข้ามไปหมู่บ้านถัดไปเลยนะคะ 

หมู่บ้าน Vernazza

Vernazza เป็นหมู่บ้านที่มีครบทุกอย่างจริงๆ ค่ะ มีจุดชมวิวหลายแห่ง มีท่าเรือ มีโบสถ์ มีร้านค้าร้านอาหารติดกับจุดชมวิวแถวๆ ท่าเรือ จะมานั่งกินของว่างชิวๆ แกล้มเครื่องดื่ม หรือไอศกรีมก็เริ่ดไปหมด

 

ที่มาของชื่อหมู่บ้าน 

รากศัพท์ของชื่อหมู่บ้านมีต้นกำเนิดจากภาษาละตินคือ Verna แปลว่าชนพื้นเมือง พอเอามาผสมกับชื่อองุ่นที่ใช้ทำไวน์ vernaccia ก็เลยได้เป็นชื่อหมู่บ้านนี้ขึ้นมาค่ะ

วิธีเดินทางเข้าหมู่บ้าน 

ในแง่ของการเดินทางไปยังจุดชมวิว เรียกได้ว่าหมู่บ้าน Vernazz นั้นเดินทางมาง่ายที่สุดเพราะสถานีรถไฟตั้งอยู่ในหมู่บ้านเลย พอลงรถไฟแล้วก็เดินตามถนนไปยังท่าเรือเท่านั้นเอง

 

ถนน Via Roma 

เป็นถนนเส้นที่เดินเพลินๆ ดูบ้านสวยๆ ไปได้ตลอดทาง ที่ชั้นล่างของอาคารมักจะเปิดเป็นร้านค้าขายของ ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ ยาวไปจนถึงชายหาดหน้าท่าเรือ

 

ท่าเรือสุดชิวกับอาคารสีสดใส

จตุรัส Piazza Marconi เป็นจตุรัสกลางหมู่บ้านอยู่ติดกับชายทะเลพอดี มีจุดนั่งพักผ่อนชมบรรยากาศริมทะเล นักท่องเที่ยวมักแวะถ่ายรูปและนั่งจิบเครื่องดื่มในร้านอาหารชมความแปลกตาจากสีสันของบ้านเรือนเป็นประจำ แนะนำให้เดินออกไปตรงท่าเรือที่ยื่นไปในทะเลด้วยค่ะ มองกลับมาแล้วสวยมากๆ เลย

 

โบสถ์ Church of Santa Margherita di Antiochia

จุดชมวิวบนเนินเขา

ถ้าอยากชมวิวสวยๆ สามารถขึ้นไปชมได้ที่เส้นทางธรรมชาติที่ไปยังหมู่บ้าน Monterosso ถ้ามาจากตรงจตุรัสให้หันหน้าออกทะเลแล้วจะเห็นป้ายทางขึ้นบันไดอยู่ทางขวามือใกล้ๆ กับตัวโบสถ์เลยค่ะ พอเดินขึ้นไปตามบันไดก็จะไปถึงจุดชมวิวด้านบน (ตรงนี้เหนื่อยหน่อยนะคะ) แล้วก็จะได้เห็นวิวอลังการของหมู่บ้าน Vernazza กับมุมมหาชนที่ทุกคนต้องไปถ่ายรูปคู่ด้วยค่ะ รับรองว่าไม่เสียแรงเปล่าแน่นอน

สำหรับคนที่มีเวลาเยอะๆ อยากจะปีนเขาชมวิวอีกก็สามารถทำได้ที่ตรงปราสาท Doria Castle ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหรือจะใช้เส้นทางธรรมชาติของหมู่บ้าน Corniglia ก็จะได้วิวอีกแบบค่ะ (ขึ้นตรงบันไดบนถนน Via Roma)

หมู่บ้าน Monterosso

หมู่บ้านนี้มีชายหาดยาวๆ ไว้ให้นั่งเล่นนอนเล่นได้ ตัวหมู่บ้านออกเป็น 2 ส่วนคือ เมืองเก่าที่มีหอคอยโบราณและอาคารเก่าแก่ กับส่วนเมืองใหม่ที่เต็มไปด้วยโรงแรม ร้านค้า ร้านคาเฟ่ ร้านอาหารที่ทันสมัยริมชายหาด ดูแล้วเหมือนหัวหินหรือพัทยาบ้านเรา

ที่มาของชื่อหมู่บ้าน 

ชื่อเต็มๆ คือ Monterosso al Mare ได้มาจากตระกูลผู้นำที่มีผมสีแดง จึงเรียกกันว่า Monte dei rossi แปลว่า ภูเขาของคนผมแดง

วิธีเดินทางเข้าหมู่บ้าน 

หมู่บ้านนี้มีสถานีรถไฟ Monterosso ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ พอออกจากสถานีก็เลี้ยวขวาแล้วเดินไปตามชายหาดก็จะไปยังเขตเมืองใหม่ แต่ถ้าอยากไปชมเมืองเก่าต้องเลี้ยวซ้าย เดินไปตามถนนผ่านอุโมงค์ก็จะเข้าสู่เขตเมืองเก่าค่ะ (ขอรีวิวแต่เมืองใหม่นะคะ ไม่ได้เดินไปถึงเขตเมืองเก่าค่ะ)

ชายหาด Fegina Beach 

หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเดียวที่มีชายหาดยาวๆ ที่สามารถลงว่ายน้ำในทะเลได้ ตรงถนนเค้าสร้างสร้างเป็นทางเดินเลียบทะเล มีที่นั่งให้ชมวิวชายทะเลสวยๆ ได้ง่ายเลยค่ะ ถ้าไปวันที่แดดแรงๆ เค้าจะเอาร่มสีสดๆ มากาง แล้วนอนอาบแดดกันเต็มชายหาดเลย นับว่าเป็นหมู่บ้านที่ชิวๆ เหมาะกับการมาพักผ่อนหรือเดินเล่นดีค่ะ

ถ้ามองไปทางฝั่งขวาสุดของชายหาด จะเห็นรูปสลักของเทพเจ้าเนปจูนขนาด 14 เมตร ผู้คนพากันเรียกรูปสลักนี้ว่า The Giant ด้วยขนาดที่ใหญ่โตแบบนี้ จึงสามารถสังเกตเห็นได้จากทุกมุมของชายหาดในหมู่บ้านเลย

ข้อควรรู้ก่อนไป Cinque Terre 

หาข้อมูลเวลารถไฟไปยังได้ที่เวบไซด์ของอิตาลีที่

www.trenitalia.com (ให้ระบุชื่อหมู่บ้านลงไปเลย เพราะถ้าใช้คำว่า Cinque Terre จะไม่พบข้อมูล)

 

ควรมีตารางรถไฟอยู่ในมือ จะได้วางแผนเที่ยวและกะเวลาเดินกลับมาที่สถานีรถไฟได้ทันเวลา

 

แต่ละหมู่บ้านมีวิธีเดินเข้าไปเที่ยวแตกต่างกัน บางหมู่บ้านก็ไม่ได้อยู่กับสถานีรถไฟ ต้องเดินลอดอุโมงค์หรือว่าปีนบันไดขึ้นไปนะคะ 

 

ถ้ามีเวลาน้อยไม่ควรเที่ยวแบบชะโงกทัวร์เพื่อเก็บให้ครบทุกหมู่บ้าน ควรเลือกเฉพาะหมู่บ้านที่อยากไปสัมผัสแล้วใช้เวลาให้เต็มที่ดีกว่าค่ะ

 

หมู่บ้านที่สวยแปลกตาคุ้มค่ากับการไปเยือน คือ 

Vernazza และ Manarola และ Riomaggiore 

 

ห้องน้ำเป็นสิ่งหายาก ควรเดินผ่านห้องน้ำฟรีในสถานีรถไฟไปเลยเพราะไม่ค่อยสะอาด ถ้าหาห้องน้ำไม่เจอให้ไปที่ร้านคาเฟ่แทน 

 

ถ้ามีบัตร Cinque Terre Card สามารถใช้บริการห้องน้ำแบบเก็บเงินได้ฟรี (แค่ยื่นบัตรให้คนเฝ้าเห็นก็ได้เข้าห้องน้ำสะอาดๆ แล้วค่ะ)