© 2016 by Rose@Let's go to Europe

เมืองบรูจส์ (Bruges) สุดสุนทรีย์  

ทำความรู้จักเมืองบรูจส์ (Bruges)

"เวนิสแห่งยุโรปเหนือ" คือชื่อเล่นของเมืองบรูจส์ทั้งนี้ก็เพราะเมืองนี้มีคูคลองตัดผ่านใจกลางเมือง เลยทำให้ได้บรรยากาศเดียวกับเมืองเวนิสนั่นเอง ในสมัยยุคกลางนั้นเมืองบรูจส์เจริญรุ่งเรืองมาก ค้าขายผ้ากันทำเอาร่ำรวยกันไปทั้งเมือง แต่ว่าต่อมาพวกคลองต่างๆ ได้ตื้นเขิน ทำให้การขนส่งทางน้ำต้องชะงักไป ทำให้เมืองบรูจส์ลดความสำคัญด้านอุตสาหกรรมไป แต่ว่านั่นก็เป็นข้อดีไปอย่างหนึ่งเพราะว่าทำให้เมืองนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ต่างๆ จากยุคเก่าเอาไว้ได้ บ้านเรือนเลยดูสวยงามแปลกตา ดูขลัง ดูคลาสสิกไปในทางเดียวกันทั้งเมืองเลยค่ะ

วิธีการเดินทางไป Bruges

รถไฟ - สามารถเลือกขึ้นรถไฟจากเมืองหลวงบรัสเซลส์ใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชั่วโมง หรือมาจากเมืองข้างเคียงอย่างเมืองเกนท์ก็ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เลือกลงสถานี Bruges Centraal (แนะนำให้มาวันเสาร์อาทิตย์เพราะตั๋วรถไฟจะลดราคาเหลือแค่ครึ่งเดียวค่ะ)

วิธีการเดินทางเข้าตัวเมืองเก่า

รถบัส - จากหน้าสถานีจะมีรถบัสหลายสายวิ่งเข้าตัวเมือง สังเกตได้จากหน้ารถบัสถ้าเขียนว่า City Center ก็เลือกขึ้นไปได้เลย ป้ายที่ควรลงคือจตุรัสกลางเมืองแถวๆ Markt Squre

 

เดินเท้า - ตัวเมืองเก่านั้นอยู่ไม่ไกลจากสถานี สามารถเดินตามถนน Oostmeers ไปตามป้ายได้เรื่อยๆ แล้วจะเข้าสู่จตุรัสกลางเมืองได้เองค่ะ ถือว่าเป็นการเดินชมเมืองไปในตัว

สิ่งที่น่าสนใจ

จตุรัส Markt Square

จตุรัสใจกลางเมืองบรูจส์แห่งนี้มีสีสันสวยงามไม่แพ้จตุรัสไหนในยุโรปเลยค่ะ มีทั้งอาคารหน้าจั่วสีสด หอระฆังสูงลิ่ว ร้านค้ามากมาย ทำให้ดูคึกคักอยู่ตลอดเวลา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาตั้งต้นการเดินทางที่นี่ แค่หมุนรอบตัว 360 องศาก็ต้องร้องว้าววววววว ต่อๆ กันเลยล่ะค่ะ อาคารแต่ละหลังในจตุรัสนี้เหมือนพากันมาออกงาน มีการตกแต่งแบบจัดเต็มจัดใหญ่ไม่มีใครน้อยหน้ากันเลย

 

ตรงกลางจตุรัสมีอนุสาวรีย์ของฮีโร่สองคนคือ Pieter de Coninck และ Jan Breydel ทั้งคู่เคยเป็นแค่พ่อค้าธรรมดาๆ แต่ว่าได้ลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองของดยุกแห่งเบอร์กันดีได้สำเร็จ เค้าเลยสร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นที่ระลึกถึงอิสรภาพช่วงสั้นๆของเมืองบรูจส์เอาไว้ ก่อนเดินจากจตุรัสนี้ไปต่อยังที่อื่น อย่าลืมสำรวจความงามของอาคารต่างๆ กันด้วยนะคะ ขอบอกเลยว่าจตุรัสนี้น่ารักเหมือนกับเมืองตุ๊กตาเลยค่ะ

 

หอระฆัง Belfry

หอคอยสูงเด่นกลางจตุรัส Market Square แห่งนี้มีความสูงถึง 83 เมตร เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและอิสรภาพของชาวบรูจส์ในช่วงยุคกลาง ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าบนยอดหอคอยสร้างเป็นรูปแปดเหลี่ยม ไม่ได้เป็นรูปวงกลมนะคะ บนนั้นสามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา รอบเมืองบรูจส์แสนสวยได้เลย (ถ้ามีแรงปีนบันได 366 ขั้นก็จะได้รางวัลเป็นวิวงามๆ) บนหอคอยเป็นที่เก็บระฆังมากถึง 57 ใบ เวลาตีระฆังบอกเวลานี่ส่งเสียงอย่างเพราะเลยค่ะ ระฆังใบที่มีชื่อเสียงที่สุดมีชื่อว่า Victory Bell มีขนาดกว้าง 2 เมตร หนักประมาณหกตัน เห็นหอคอยสูงๆ แบบนี้ต้องมารับหนักเยอะๆ แล้วก็ทึ่งกับการก่อสร้างจริงๆ เลยค่ะ

 

Town Hall ศาลาว่าการเมือง

ถ้าอยากรู้ว่าเมืองบรูจส์เคยไหนร่ำรวยให้ไปดูที่ศาลาว่าการเมืองค่ะ ตัวอาคารมีการตกแต่งอย่างหรูหรา เพราะว่าในอดีตเมืองนี้ทำมาค้าขายคล่อง ชาวเมืองมีเงินหลือมาสร้าง Town Hall ที่อลังการกันได้ ตัวอาคารสร้างด้วยสไตล์โกธิคอันแข็งแกร่ง แค่มองก็รู้ว่าดูน่าเกรงขามสุดๆ แล้ว ปัจจุบันที่นี่ก็ยังทำหน้าที่เป็นศาลาว่าการเมืองของเมืองสวยแห่งนี้อยู่เลยนะคะ

จตุรัส Burgh Square

นอกจากที่จตุรัสนี้จะมีศาลาว่าการเมืองของเมืองบรูจส์แล้ว ที่รอบๆ ตัวจตุรัส Burgh ยังประกอบไปด้วยอาคารที่ตกแต่งอย่างสวยงามไม่แพ้จตุรัส Mark ที่อยู่ข้างๆ เลยค่ะ ที่นี่มักจะใช้เป็นสถานที่จัดงานต่างๆ ของเมืองบรูจส์ มีร้านค้าให้เลือกดูเยอะเลย โดยเฉพาะร้านขายผ้าลูกไม้ที่มีชื่อเสียงของเมือง

ตรอกน้อย Blinde Ezelstreet

ที่จตุรัส Burgh จะมีตรอกน้อยๆ เชื่อมต่อไปยังคลองด้านหลัง ซึ่งตรอกนี้มีชื่อว่า Blinde Ezelstreet แปลว่าลาตาบอดค่ะ การที่ตรอกนี้มีชื่อแปลกๆ แบบนี้มันก็มีที่มาค่ะ

ในสมัยก่อนชาวบรูจส์กับชาวเกนต์มักจะมีการต่อสู้กันอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งชาวเกนต์ได้ยกทัพมาตีเมืองบรูจส์ได้สำเร็จ พวกเขาต้องการเอามังกรที่ประดับอยู่บนวิหารไปที่เมืองเกนต์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงชัยชนะ 

พอนำมังกรลงมาได้ชาวเกนต์ก็นำไปใส่ในรถให้ลา 2 ตัวลากกลับเมืองจากตรอกตรงนี้ (ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีชื่อ) แต่ว่าลาทั้งสองตัวเป็นลาของเมืองบรูจส์ค่ะ ไม่ว่าชาวเกนต์จะทำยังไงลาทั้งสองตัวก็ไม่ยอมขยับเลย เหมือนกับมันไม่อยากให้มังกรต้องตกเป็นของเมืองอื่นยังไงยังงั้น

 

วิหาร Basilica of the Holy Blood

อ่านชื่อวิหารนี้แล้วอาจจะสงสัยนะคะว่าทำไมถึงได้ชื่ออะไรมีเลือดๆ ด้วย อันนี้ถ้าให้แปลเป็นไทยแบบสวยๆ ก็จะแปลว่า "วิหารแห่งพระโลหิตอันศักดิ์สิทธิ์" ค่ะ 

ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของพระโลหิตของพระเยซู ที่ว่ากันว่าหลังจากที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนแล้ว Joseph of Arimathea ก็ได้ใช้ผ้าซับพระโลหิตแล้วเก็บไว้ที่กรุงเยลูซาเล็ม เมื่อครั้งสงครามครูเสดรอบที่สอง ทหารชาวคริสเตียนรบชนะ ท่านเคาท์ Flanders Diederik van de Elzas จึงได้อัญเชิญพระโลหิตมาที่เก็บไ้ว้ที่เมืองบรูจส์

วิหารนี้ได้กลายเป็นจุดหมายของผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่ต้องการมาสักการะพระโลหิตกัน จนเกิดเป็นประเพณีการแห่พระโลหิตเรียกว่า Procession of the Holy Blood จัดในช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปีค่ะ

 

สุดท้ายชาวเกนต์ก็คิดวิธีที่โหดร้ายมากคือเผาดวงตาของลาทั้งสองตัว (บางตำนานก็กล่าวว่าชาวเกนต์แค่เอาผ้ามาปิดตาลาเฉยๆ) ทำให้ลามองไม่เห็นทางจึงต้องจำใจเดินผ่านตรอกออกไปสู่เมืองเกนต์เพราะว่ามันไม่รู้แล้วว่ากำลังเดินไปที่ไหน ชาวบรูจส์ก็เลยซาบซึ้งน้ำใจลาทั้งสองตัวก็เลยตั้งชื่อตรอกนี้ว่า "ตรอกลาตาบอด" เพื่อเป็นเกียรติแก่ลาทั้งสองที่มีความกล้าหาญ (ส่วนมังกรที่ถูกขโมยไปก็ประดับอยู่ที่หอระฆังเมืองเกนท์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา)

วิวสวยๆ ริมคลอง

มาเมืองบรูจส์แล้วไม่ได้ไปเดินเล่นชมวิวบ้านเก่าๆ ริมคลองแล้วถือว่ายังมาไม่ถึงเมืองนี้แน่ๆ ค่ะสำหรับคลองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Groene Rei (คำว่า Rei แปลว่าคลอง) ถ้าใครหาข้อมูลก่อนมาเที่ยวบรูจส์ก็ต้องเห็นภาพถ่ายจากคลองนี้กับบ้านเก่าแก่ริมสะพาน แต่เชื่อเถอะค่ะว่าพอมาเห็นด้วยตาตัวเองแล้วมันสวยกว่าภาพถ่ายจริงๆ

เอาจริงๆ ไม่ต้องทำอะไรมากเลย แค่เดินเลียบคลองไปเรื่อยๆ ก็ฟินสุดๆ แล้ว บ้านเรือนในบริเวณสองฝั่งคลองนี่สวยแบบโรแมนติกมากๆ บ้านมีหลังคาสีส้มๆ แดงๆ มีหอระฆังจากโบสถ์ต่างๆ ให้เห็นเป็นระยะๆ แถมบางวันก็มีตลาดกลางแจ้งมาสร้างสีสันอีก

 

อาคารและร้านค้าในตัวเมือง

นอกจากบ้านริมคลองแล้ว ในตัวเมืองบรูจส์ก็มีบ้านสวยๆ ตั้งอยู่ตามถนนต่างๆ เยอะมากเช่นกัน อาคารแต่ละหลังนั้นมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ทำให้เดินชมเมืองได้เพลินๆ เลยค่ะ ที่เมืองบรูจส์เค้ามีชื่อเสียงด้านผ้าปัก ผ้าลูกไม้ มากๆ เลยนะคะ ร้านค้าต่างๆ ก็ขายสินค้าที่ระลึกเป็นงานผ้าทั้งนั้น ทั้งกระเป๋า ผ้าปูโต๊ะ ปลอกหมอน ส่วนสายกินขอบอกเลยว่า ร้านช็อคโกแลตคือมีทุกๆ ถนนเลยนะคะ ซื้อชิ้นสองชิ้นเค้าก็ยินดีขายค่ะ เดินชิมไปได้ตลอดทาง ช็อคโกแลตของเบลเยี่ยมนี่คือดีงามจริงๆ

 

โบสถ์ Church of Our Lady 

โบสถ์นี้เป็นโบสถ์ที่ชอบที่สุดในเมืองบรูจส์เลยค่ะ ตัวโบสถ์ใหญ่มากกกกกก หอระฆังสูงมากกก คือสุดๆ ของความอลังการแล้วค่ะโบสถ์แห่งนี้ สาเหตุที่ตัวโบสถ์ดูมีการผสมผสานศิลปะหลากหลายเข้าไว้ด้วยกันก็เพราะว่ามีการบูรณะและต่อเติมบ่อยๆ ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 13 - 16 เลย คือสี่ร้อยปีกับการตกแต่งโน่นนี่เลยออกมาหน้าตาเป็นคนหลายศตวรรษที่ไม่เหมือนโบสถ์ไหนแบบนี้ 

ข้างในมีงานแกะสลักหินอ่อนฝีมือของไมเคิลแองเจโลเป็นรูปพระแม่มารีกับพระบุตรที่สวยงามอยู่ด้วยนะคะ (ปกติงานของไมเคิลแองเจโลจะอยู่ที่กรุงโรมกับกรุงวาติกันค่ะ แต่ชิ้นนี้ถูกขายต่อมาเมืองบรูจส์เลย) บริเวณรอบโบสถ์เป็นสวนขนาดน้อยๆ ตกแต่งน่ารักๆ ไปนั่งเล่นพักขา ชมความงดงามของโบสถ์และหอคอยสูงลิ่วได้ด้วย แถมวิวจากสะพานข้ามคลองก็เริ่ดมาก เป็นโบสถ์ที่ไม่ควรพลาดค่ะ

ทะเลสาบ Minnewater 

เมืองบรูจส์มีทะเลสาบน้อยๆ ที่มีชื่อว่า Minnewater แปลออกมาได้อย่างโรแมนติกว่า "ทะเลสาบแห่งรัก" บริเวณนี้มีคนมาเดินเล่น จูงมือกันเยอะน่าดูเลย บ้างก็นั่งดูวิวกัน มาปิคนิคกัน ที่น่ารักกว่านั้นคือมากันเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก เลยนี่ล่ะค่ะ เป็นความรักแบบครอบครัวที่คนนอกยังสัมผัสได้เลย เห็นแล้วก็รู้สึกอบอุ่นมากๆ (มีหงส์สร้างบรรยากาศดีๆ อีกด้วย)

 

ข้อควรรู้ก่อนไปเมืองบรูจส์

ตัวเมืองมีลักษณะเหมือนรูปไข่ ล้อมรอบคลอง ทำให้เดินเที่ยวรอบเมืองได้ง่าย พอออกจากสถานีรถไฟก็เดินตามป้ายเข้าสู่จตุรัส Markt แล้วเดินกลับทางทะเลสาบหรือจะสลับกันก็ได้

ถ้าชอบเข้าพิพิธภัณฑ์แนะนำให้ซื้อบัตรแบบ 3 วัน เรียกว่า Museumpas ราคา 20 ยูโร สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ทั่วเมือง

จุดขึ้นเรือที่ล่องไปรอบเมืองอยู่ที่ด้านหลังจตุรัส Burgh มีเรือให้เลือกขึ้นหลายบริษัทเลยค่ะ 

มาเที่ยวเมืองบรูจส์ได้ทุกฤดูกาล แนะนำให้มาวันจันทร์ - วันเสาร์ (วันอาทิตย์ร้านค้าบางส่วนจะปิด)

อ่านบทความน่าสนใจต่อได้เลยค่ะ